365WECARE

วิธีแก้ท้องผูก และการจัดการภาวะไขมันในเลือดสูง 

ท้องผูกบ่อยๆ อันตรายไหม? พร้อมเจาะลึกภาวะไขมันในเลือดสูง (LDL/Triglyceride) สาเหตุ อาการ และวิธีลดไขมันด้วยตัวเองผ่านการปรับพฤติกรรมและการเลือกสารอาหารบำรุงร่างกาย

ท้องผูก (Constipation) เป็นภาวะที่มีการถ่ายอุจจาระลาบากต้องออกแรงเบ่งมากกว่าปกติหรืออาจเบ่งแล้วแต่ไม่ออก เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีกากน้อยและไม่ออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังมีสาเหตุมาจากความผิดปกติในการทางานของลาไส้หรือมีโรคที่ลำไส้ เช่น ลาไส้ตีบ โรคมะเร็ง หรือสาเหตุมาจากโรคหรือความผิดปกติที่อื่นซึ่งไม่เกี่ยวกับลาไส้ เช่น ภาวะแคลเซียมในเลือดผิดปกติ ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่า ภาวะพาราไทรอยด์ฮอร์โมนสูง โรคเบาหวาน โรคพาร์กินสัน

สังเกตอาการเมื่อสงสัยว่าตนเองท้องผูก เมื่อมีอาการอย่างน้อย 2 ใน 6 อาการต่อไปนี้ แสดงว่าตัวคุณอาจมีอาการท้องผูก แนะนำให้ปรับพฤติกรรมและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อดำเนินการรักษาต่อไป

ท้องผูกเกิดจากอะไร เจาะลึกสาเหตุสำคัญที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม

สาเหตุสำคัญของอาการท้องผูก

  • รับประทานอาหารที่มีกาก + เส้นใยน้อย โดยปกติคนเราควรรับประทานอาหารที่กากหรือเส้นใยประมาณ 20-25 กรัม/วัน แต่เนื่องจากอาหารในปัจจุบันมักได้รับการปรุงแต่งจนกระทั่งมีเส้นใยน้อยมาก คนส่วนใหญ่รับประทานข้าวขัดขาว ไม่รับประทานข้าวกล้อง

  • ความเครียด เนื่องจากในโลกปัจจุบันมีการแก่งแย่งมากขึ้น จากสภาวะแวดล้อมและสังคมที่เปลี่ยนไปความเครียดมีมากขึ้น ทำให้ระบบการกินอยู่ หลับนอนและระบบการขับถ่ายแปรปรวนไปด้วย

  • การกลั้นอุจจาระเป็นอาจิณ คนเราถ้าจะทำให้สุขภาพดี ควรรับประทานอาหารเป็นเวลา ซึ่งคนส่วนใหญักจะถ่ายตอนเช้า หลังจากร่างกายได้นอนหลับพักผ่อนมาระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากชีวิตที่เร่งรีบออกจากบ้านไปทำงาน ก็มักจะกลั้นอุจจาระเอาไว้ เมื่อทำบ่อยเข้า ความรู้สึกอยากถ่ายก็จะหายไป ท้องผูกก็จะเข้ามาแทนที่ กลไกของการขับถ่ายก็จะเพี้ยนไป

  • ไม่ออกกำลังกาย ในชีวิตประจำวันของคนสมัยใหม่ มักจะใช้เครื่องผ่อนแรงมากเกินไป ไปไหนมาไหนนั่งรถยนต์ขึ้นลิฟท์หรือบันไดเลื่อน แม้กระทั้งขับรถก็ยังใช้เกียร์อัตโนมัติ แล้วไม่ค่อยออกกำลังกาย วันหนึ่งนั่งหน้าจอ Computer เพราะฉะนั้นระบบเผาผลาญอาหารจึงน้อยลง ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลงไป ระบบย่อยและขับถ่ายก็พลอยเฉื่อยเนือยไปด้วย ลำใส้ของเรามีการเคลื่อนไหวตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย ใครเดินมากไม่อยู่นิ่งลำใส้ก็จะเคลื่อนตามทำให้ท้องไม่ผูก ตรงข้ามกับคนแก่ที่นั่งๆนอนๆ ไม่ค่อยจะได้เคลื่อนไหว ลำใส้ก็จะนิ่งไม่ขยับ ส่งผลให้ท้องผูก

  • ยาบางชนิด ยาระงับปวด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มยาระงับปวดที่เป็นสารเสพติด), ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมและแคลเซียม, ยารักษาความดันโลหิตสูงบางชนิด (ยากกลุ่มยับยั้งแคลเซียม), ยารักษาโรคพาร์กินสัน, ยาต้านปวดเกร็ง, ยาต้านซึมเศร้า, ยาบารุงที่มีธาตุเหล็ก, ยาขับปัสสาวะ, ยาต้านการชัก

  • การเปลี่ยนแปลงในชีวิตหรือกิจวัตร เช่น การตั้งครรภ์ อายุมาก การเดินทางท่องเที่ยว

ท้องผูกบ่อยๆ ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร อันตรายที่คาดไม่ถึง

ท้องผูกบ่อยๆ ส่งผลอย่างไรบ้าง

ท้องผูกส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและจิตใจ หลายคนรู้สึกเครียด เบื่ออาหาร ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ปวดหัว ปวดหลัง และแสบร้อนบริเวณหน้าอก ไม่เพียงเท่านั้นการออกแรงเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำยังก่อให้เกิดผลร้ายตามมามากมาย เช่น

✿ ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร หรือแผลปริรอบๆ ทวารหนักจากอุจจาระที่แห้งแข็งครูดหลอดเลือดจนฉีกขาด

✿ ทำให้ความดันในช่องทรวงอกเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้

✿ ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดตาและหู

✿ ทำให้แรงดันในช่องท้องสูงขึ้นจนเป็นสาเหตุของไส้เลื่อนได้

✿ ทำให้กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานอ่อนแอ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

✿ ท้องผูกเรื้อรังจนทำให้มีอาการของลำไส้อุดตัน ได้แก่ ปวดท้องมาก อึดอัดแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน ไม่ผายลม และไม่ถ่ายอุจจาระ

วิธีแก้ท้องผูกด้วยตัวเอง และแนวทางการปรับไลฟ์สไตล์

 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง โดยเฉพาะผักและผลไม้สด ธัญพืชหรือเติมสารเพิ่มปริมาณ (Bulking Agents) ในอาหารที่รับประทาน เช่น ราข้าวสาลี เพื่อช่วยให้อุจจาระมีความอ่อนตัวมากขึ้นและง่ายต่อการขับถ่าย

ดื่มน้าอย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะการขาดน้าและไม่ทาให้อุจจาระแข็งจนเกินไป

ออกกาลังกายด้วยการเดินเป็นระยะเวลา 10-15 นาที วันละหลายๆ ครั้ง เพื่อฝึกกล้ามเนื้อให้ทางานได้เป็นปกติ

ปรับพฤติกรรมการขับถ่ายให้เป็นเวลาในแต่ละวัน ไม่ควรมีการอั้นอุจจาระหรือรีบร้อนในการขับถ่าย

ไม่ควรใช้ยาระบายติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์และควรมีการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้ยาทุกครั้ง

การใช้ Probiotics ซึ่งเป็นจุลินทรย์ที่มีประโยชน์ต่อทางเดินอาหาร ช่วยทาให้การทางานของระบบขับถ่ายเป็นปกติ

ยาแก้ท้องผูกกินตอนไหน และประเภทยาระบายที่ควรระวัง

 การรักษาด้วยการใช้ยา

เมื่อการปรับพฤติกรรมในข้างต้นยังไม่ช่วยให้อาการท้องผูกดีขึ้น การรับประทานยาจะช่วยให้การขับถ่ายอุจจาระทาได้ง่ายขึ้น ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายชนิดด้วยกันตามการออกฤทธิ์และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เช่น ไฟเบอร์, แล็กทูโลส (lactulose), Milk of Magnesia, Dulcolax, Senokot เป็นต้น

ท้องผูกกินอะไรดี จุลินทรีย์และสารอาหารฟื้นฟูลำไส้

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อทางเดินอาหาร

  • จุสินทรีย์ดีที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ (Probiotic) และอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ดี (Prebiotic) เช่น จุสินทรีย์ในตระกูล Lactobacillus sp. หรือตระกูล Bifidobacterium sp. ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลจุสินทรีย์ดีและทำลายเชื้อก่อโรคในลำไส้ ปรับสมดุลลำไส้ลดภกวะท้องผู้กหรือท้องเสียเรื้อรังได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบไปด้วยสาร Fructooligosaccharides (FOS) และ Xylo-0ligosaccharides (XOS) ซึ่งเป็นอาหารเลี้ยงจุสินทรีย์จะช่วยเสริมให้จุลินทรีย์ดีในร่างกายแข็งแรง

  • กรดอะมิโน เช่น Arginine ซึ่งมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมเยื่อบุผนังลำไส้ที่ได้รับบาตเจ็บ และ Glutamine ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานภายในเชลล์เยื่อบุผนังลำไส้ ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบของเซลล์เยื่อบุผนังสำไส้จากความเครียดได้ Inulin

  • สังกะสี (Zinc) จากการศึกษาพบว่สังกะสีสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนีกระหว่างเชลล์ลำไส้และป้องกันความเสียหายของเยื่อบูผนังลำไส้ได้

  • ซีลีเนียม (Selenium) และวิตามินอี (Vitamin E) จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายที่มีความปลอดภัยสูง การศึกษาพบว่า ซีสีเนียมและวิตามินอีสามารถป้องกันการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการให้สารผ่านเข้าออกผนัง ลำไส้จากการถูกทำลายจากความเครียดและปฏิกิริยา oxidation ได้

  • ไขมันในเลือดสูง เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด⚡

ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือดของคนไทย เราจึงไม่ควรละเลยที่จะดูแลสุขภาพหัวใจของเราเองให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ก็เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่ง เกิดจากอาหารที่เรารับประทานและจากการสร้างขึ้นเองในร่างกาย อาหารที่มีไตรกลีเซอไรด์ ได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ชนิดต่างๆ ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงมากๆ จะทำให้ตับอ่อนอักเสบและมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้มาก

ไขมันในเลือดสูงคืออะไร ความแตกต่างของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์

ภาวะไขมันในเลือดสูง

โดยปกติร่างกายคนเราจะมีไขมันอยู่ 2 ชนิด คือ

  • คอเลสเตอรอล (Cholesterol) คอเลสเตอรอล อาจมีระดับสูงขึ้นจากอาหารที่รับประทาน เช่น อาหารหวาน มัน เค็ม เนื้อสัตว์ติดมัน และอาหารทะเล โดยเฉพาะไขมันทรานส์ พบได้ในขนมอบ ขนมกรุบกรอบ และครีมเทียม ในผู้ป่วยบางรายอามีระดับคลอเลสเตอรอลสูงจากกรรมพันธุ์ คอเลสเตอรอล แบ่งเป็น:

  • ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) หรือไขมันชนิดที่ไม่ดี เป็นชนิดอันตราย เพราะเป็นคอเลสเตอรอลที่ไปสะสมในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็ง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และหลอดเลือดสมองตีบ

  • ชนิดความหนาแน่นสูง (HDL) หรือไขมันชนิดที่ดี ทำหน้าที่ขจัดไขมันอันตรายไปจากกระแสเลือด ต่อต้านการสะสมผิดที่ของไขมันและคลอเลสเตอรอล ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ HDL ยิ่งสูงยิ่งดีต่อร่างกาย

  • ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ไตรกลีเซอไรด์ อาจมีระดับสูงขึ้นจากโรคบางอย่าง เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน การดื่มสุรา และยาบางชนิด เช่น ยาฮอร์โมน สเตียรอยด์ เป็นต้น ผู้ป่วยบางรายอาจมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงจากกรรมพันธุ์เช่นกัน

เมื่อใดที่ร่างกายมีไขมันมากเกินไป ไขมันจะไปเกาะตามผนังด้านในของหลอดเลือด ถ้าไขมันสูงมากจะมีผลทำให้หลอดเลือดตีบ เลือดไหลเวียนไม่สะดวก โดยเฉพาะบริเวณขา ทำให้เดินแล้วปวดน่อง และอาจส่งผลทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ เกิดโรคหัวใจขาดเลือด หรืออาจทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เกิดเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่ ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ อัมพฤกษ์อัมพาต มากขึ้น

ค่าไขมันในเลือดที่ปลอดภัย LDL และ HDL ควรเป็นเท่าไหร่

ค่าระดับไขมันในเลือดประเภทต่างๆที่ปลอดภัย

★ โคเลสเตอรอลรวม น้อยกว่า 200 มก./ดล.

★ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล (LDL) น้อยกว่า 130 มก./ดล.

★ เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL) มากกว่า 40 มก./ดล.

★ ไตรกลีเซอไรด์ น้อยกว่า 130 มก./ดล.

สาเหตุของภาวะไขมันในเลือดสูงที่คนมักมองข้าม

ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่างกายเผาผลาญทำลายไขมันลดลง

การใช้ยาบางชนิด หรือโรคบางอย่าง เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาคุมกำเนิด โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์ทำงานได้น้อย โรคไต เป็นต้น

การรับประทานอาหารที่ผิดหลักโภชนาการ

● การรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก เช่น กะทิ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันมาก อาหารทอดที่อมน้ำมัน

● รับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบที่มีน้ำตาลมาก

● รับประทานอาหารเกินความจำเป็นของร่างกายใน 1 วัน

การดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในปริมาณมากและเป็นประจำ

ไตรกลีเซอไรด์สูง ควรทำอย่างไร วิธีลดไตรกลีเซอไรด์ด้วยตัวเอง

ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงผิดปกติ เกิดจากการกินอาหารไม่ถูกสัดส่วน ได้รับพลังงานหรือแคลอรีมากเกินไป กินอาหารที่มีไขมันหรือขนมหวานในปริมาณมาก ทำให้ร่างกายสร้างไตรกลีเซอไรด์แล้วขับเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป การดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็จะไปกระตุ้นตับให้ผลิตไตรกลีเซอไรด์มากขึ้นเช่นกัน

งดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต คือแป้ง และ น้ำตาล เพราะว่าถ้าร่างกายใช้งานไม่หมด ร่างกายก็จะคาร์โบไฮเดรตเปลี่ยนไปเป็นไตรกลีเซอไรด์ได้

ออกกำลังกาย ทำให้เราแข็งแรงและจัดการกับพลังงานที่เหลือใช้ได้ดี ทำให้ไม่มีเหลือพอที่จะนำไปสร้างไตรกลีเซอไรด์ได้

งดการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะรบกวนการทำงานของตับ โดยตับต้องมาทำหน้าที่กำจัดของเสียจากแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ทำให้ตับทำหน้าที่ที่เหลือคือกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปได้ไม่เต็มที่ สุดท้ายไขมันส่วนที่เหลือก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไตรกลีเซอไรด์นั่นเอง

รับประทานไขมัน โอเมก้า-3 (Omega-3) ที่ประกอบด้วย EPA และ DHA ในรูปของปลาที่มีไขมันสูง, น้ำมันปลาชนิดแคปซูล และอาหารหรือเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยโอเมก้า-3 และ 9

คอเลสเตอรอลสูง ควรทำอย่างไร อาหารที่ควรเลี่ยงและสารอาหารเสริม

เลี่ยงอาหารที่ผ่านการอบหรือทอด ที่มักจะมีไขมันชนิดทรานส์ (Trans’ fat) เป็นส่วนประกอบ เพราะไขมันชนิดนี้จะทำให้โคเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) สูงขึ้นและคอเลสเตอรอลตัวดี (HDL) ลดลง

เลี่ยงไขมันอิ่มตัว ที่มักพบในเนื้อสัตว์ เพราะจะเพิ่มคอเลสเตอรอลตัวร้าย

ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน หรืออย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อย เพื่อหัวใจแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว และระดับคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) ในเลือดได้ดี

รับประทานอาหารเสริม ที่มีส่วนผสมของ แพลนท์สเตอรอล ซึ่งเป็นสารธรรมขาติที่เป็นส่วนประกอบของพืช พบมากในถั่วเมล็ดแห้ง, เมล็ดธัญพืช และน้ำมันที่ได้จากพืช มีคุณสมบัติยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่กระแสเลือด

 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

365wecare call365wecare Line365wecare Facebook365wecare Tiktok
วิธีสั่งซื้อสินค้า|เงื่อนไขการคืนสินค้า| ฝ่ายบริการลูกค้า 080-365-3696
ติดตามเราได้ที่  

หน้าหลัก

แบรนด์

shopping_cart
0

ตะกร้าสินค้า

โปรโมชั่น

บทความน่ารู้