แบรนด์
บทความ
ไมเกรน Migraine คืออะไร สาเหตุและอาการที่พบบ่อย
แผลกดทับ (Bed sore) คืออะไร? สาเหตุ อาการ และแนวทางป้องกัน
เส้นเลือดขอด (Varicose Vein) คืออะไร? สาเหตุ อาการ และปัจจัยเสี่ยง
ภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Allergy) คืออะไร? สาเหตุ อาการ และการป้องกัน
ริดสีดวงทวารหนัก (Hemorrhoids) คืออะไร? อาการและสาเหตุที่ควรรู้
กระดูกพรุน (Osteoporosis) คืออะไร? ปัจจัยเสี่ยงและอันตรายที่ควรรู้
ความจำเสื่อมและอัลไซเมอร์ (Dementia/Alzheimer’s) คืออะไร? อาการและความสำคัญในการดูแล
โรคเก๊าท์ (Gout) คืออะไร? สาเหตุและความเสี่ยงจากกรดยูริกสูง
ความดันโลหิตสูง (Hypertension) คืออะไร? สาเหตุและความเสี่ยงที่ควรรู้
ท้องผูก (Constipation) คืออะไร? สาเหตุและผลกระทบที่ควรรู้
กรดไหลย้อน (GERD) คืออะไร? สาเหตุและอาการที่ควรรู้
ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ (Respiratory Allergy) คืออะไร? อาการและชนิดที่พบได้บ่อย
ตาแห้ง (Dry Eyes) คืออะไร? สาเหตุ อาการ และการดูแลเบื้องต้น
สิว (Acne) คืออะไร? สาเหตุและประเภทที่ควรรู้
ผมร่วง (Hair Loss) คืออะไร? สาเหตุและระดับที่ถือว่าปกติ
อโรมาเธอราพี (Aromatherapy) คืออะไร และประโยชน์จากน้ำมันหอมระเหย
ผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วง (Anti-Hair loss Shampoo) เลือกแชมพูอย่างไรให้ช่วยบำรุงรากผมแข็งแรง
ผิวบอบบางแพ้ง่าย สาเหตุและวิธีดูแลให้ผิวแข็งแรงขึ้น
ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวหมองคล้ำ สาเหตุและแนวทางดูแลผิวให้กลับมาสดใส
ผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับเด็ก เลือกอย่างไรให้ปกป้องผิวบอบบางจากรังสียูวี
เวชสำอางสำหรับผิวแตกลาย (Anti Stretch Mark) วิธีเลือกและการดูแลให้รอยจางลงอย่างเป็นธรรมชาติ
หนังศีรษะบอบบาง (Sensitive scalp Shampoo)
สกินแคร์ออร์แกนิค Organic คืออะไร และแตกต่างจากธรรมชาติอย่างไร
บำรุงรอบดวงตา เคล็ดลับลดรอยคล้ำและริ้วรอยให้ดูอ่อนเยาว์
เวชสำอางเติมเต็มความชุ่มชื้น เลือกอย่างไรให้ผิวฟื้นกลับมาเนียนนุ่ม
เวชสำอางสำหรับสิว (Acne Dermocosmetics) เลือกอย่างไรให้เหมาะกับผิวและลดการอุดตัน
ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด แสงแดดคืออะไร ? เลือก Sun Block และ Sun Screen อย่างไรให้เหมาะกับผิว
ผิวริ้วรอย..แก่ก่อนวัย (Wrinkle Skin) สาเหตุและวิธีดูแลให้ผิวกลับมาเต่งตึง
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) สาเหตุ อาการ และแนวทางดูแล
แผ่นมาส์กผิวหน้า (Facial mask) ประโยชน์และวิธีเลือกสูตรให้เหมาะกับสภาพผิว
อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คืออะไร?
ผ้ายืดสวมประคอง (Elastic Bandage) คืออะไร? คุณสมบัติและประโยชน์
ชุดเข็มให้น้ำเกลือ (Set IV) คืออะไร? ส่วนประกอบและวิธีการใช้งาน
ผ้าเปียกและทิชชู่เปียก (Cleansing Wipes) คืออะไร? ประโยชน์และการใช้งานในชีวิตประจำวัน
อาหารทางการแพทย์ สำหรับผู้ป่วยหลอดลมอุดกั้น (COPD Nutrition)
อาหารควบคุมน้ำหนัก (Nutrition for Weight Control) คืออะไร? หลักการกินเพื่อสุขภาพและป้องกันโรคอ้วน
อาหารโภชนบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ คืออะไร? (Nutrition Thrapy Aging) หลักการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ
อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยฟอกเลือดและล้างไต (Kidney Post-Dialysis Nutrition) คืออะไร? หลักการเลือกและความสำคัญ
หมอนก-ข-ค (ก้น-ขา-คอ) คืออะไร? คุณสมบัติและการใช้งาน
หมอนป้องกันแผลกดทับ (Anti-Bedsore Pillow) คืออะไร? คุณสมบัติและประโยชน์ต่อผู้ป่วย
แปรงสีฟัน (Toothbrush) คืออะไร? ประเภทและวิธีเลือกให้เหมาะสม
หน้ากากสุขภาพ (Mask) คืออะไร? ประโยชน์และการใช้งานที่ควรรู้
กระบอกและเข็มฉีดยาสำหรับอินซูลิน คืออะไร? ส่วนประกอบและการใช้งาน
แป้นถ่ายติดหน้าท้องพร้อมถุงถ่ายหน้าท้อง คืออะไร? วิธีใช้งานและการดูแลอย่างถูกต้อง
แอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อ คืออะไร? ประสิทธิภาพและการใช้งาน
สารอาหาร
กระชายดำ (Krachaidum)
เห็ดหลินจือ (Reishi)
ผลกุหลาบป่า (Rose Hip)
หลินจือสกัด (Lingzhi Extract)
D-Manose
Licorice (Glycyrrhiza glabra)
แอล-ซิสเทอีน L-Cysteine
สารสกัดจากมิลเลท Millet Extract
วาเลอเลียน Valerian คืออะไร สมุนไพรช่วยนอนหลับและลดความกังวล
ทีทรีออยล์ (Tea tree oil)
วิตามินรวม คืออะไร? ประโยชน์และเหตุผลที่ควรเสริมในชีวิตประจำวัน
Echinacea (เอคไคเนเชีย) คืออะไร? สมุนไพรเสริมภูมิคุ้มกันและบรรเทาอาการหวัด
คอนดรอยติน (Chondroitin) คืออะไร? ประโยชน์ต่อข้อเข่าเสื่อมและการดูแลสุขภาพข้อ
น้ำมันโบราจ (Borage Oil) คืออะไร? น้ำมันโบราจแหล่ง GLA ที่ช่วยดูแลสุขภาพผู้หญิง
สารสกัดเมล่อน Melon Extract (SOD)
วิธีสั่งซื้อ
ท้องผูกบ่อยๆ อันตรายไหม? พร้อมเจาะลึกภาวะไขมันในเลือดสูง (LDL/Triglyceride) สาเหตุ อาการ และวิธีลดไขมันด้วยตัวเองผ่านการปรับพฤติกรรมและการเลือกสารอาหารบำรุงร่างกาย
ท้องผูก (Constipation) เป็นภาวะที่มีการถ่ายอุจจาระลาบากต้องออกแรงเบ่งมากกว่าปกติหรืออาจเบ่งแล้วแต่ไม่ออก เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีกากน้อยและไม่ออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังมีสาเหตุมาจากความผิดปกติในการทางานของลาไส้หรือมีโรคที่ลำไส้ เช่น ลาไส้ตีบ โรคมะเร็ง หรือสาเหตุมาจากโรคหรือความผิดปกติที่อื่นซึ่งไม่เกี่ยวกับลาไส้ เช่น ภาวะแคลเซียมในเลือดผิดปกติ ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่า ภาวะพาราไทรอยด์ฮอร์โมนสูง โรคเบาหวาน โรคพาร์กินสัน
สังเกตอาการเมื่อสงสัยว่าตนเองท้องผูก เมื่อมีอาการอย่างน้อย 2 ใน 6 อาการต่อไปนี้ แสดงว่าตัวคุณอาจมีอาการท้องผูก แนะนำให้ปรับพฤติกรรมและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อดำเนินการรักษาต่อไป
รับประทานอาหารที่มีกาก + เส้นใยน้อย โดยปกติคนเราควรรับประทานอาหารที่กากหรือเส้นใยประมาณ 20-25 กรัม/วัน แต่เนื่องจากอาหารในปัจจุบันมักได้รับการปรุงแต่งจนกระทั่งมีเส้นใยน้อยมาก คนส่วนใหญ่รับประทานข้าวขัดขาว ไม่รับประทานข้าวกล้อง
ความเครียด เนื่องจากในโลกปัจจุบันมีการแก่งแย่งมากขึ้น จากสภาวะแวดล้อมและสังคมที่เปลี่ยนไปความเครียดมีมากขึ้น ทำให้ระบบการกินอยู่ หลับนอนและระบบการขับถ่ายแปรปรวนไปด้วย
การกลั้นอุจจาระเป็นอาจิณ คนเราถ้าจะทำให้สุขภาพดี ควรรับประทานอาหารเป็นเวลา ซึ่งคนส่วนใหญักจะถ่ายตอนเช้า หลังจากร่างกายได้นอนหลับพักผ่อนมาระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากชีวิตที่เร่งรีบออกจากบ้านไปทำงาน ก็มักจะกลั้นอุจจาระเอาไว้ เมื่อทำบ่อยเข้า ความรู้สึกอยากถ่ายก็จะหายไป ท้องผูกก็จะเข้ามาแทนที่ กลไกของการขับถ่ายก็จะเพี้ยนไป
ไม่ออกกำลังกาย ในชีวิตประจำวันของคนสมัยใหม่ มักจะใช้เครื่องผ่อนแรงมากเกินไป ไปไหนมาไหนนั่งรถยนต์ขึ้นลิฟท์หรือบันไดเลื่อน แม้กระทั้งขับรถก็ยังใช้เกียร์อัตโนมัติ แล้วไม่ค่อยออกกำลังกาย วันหนึ่งนั่งหน้าจอ Computer เพราะฉะนั้นระบบเผาผลาญอาหารจึงน้อยลง ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลงไป ระบบย่อยและขับถ่ายก็พลอยเฉื่อยเนือยไปด้วย ลำใส้ของเรามีการเคลื่อนไหวตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย ใครเดินมากไม่อยู่นิ่งลำใส้ก็จะเคลื่อนตามทำให้ท้องไม่ผูก ตรงข้ามกับคนแก่ที่นั่งๆนอนๆ ไม่ค่อยจะได้เคลื่อนไหว ลำใส้ก็จะนิ่งไม่ขยับ ส่งผลให้ท้องผูก
ยาบางชนิด ยาระงับปวด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มยาระงับปวดที่เป็นสารเสพติด), ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมและแคลเซียม, ยารักษาความดันโลหิตสูงบางชนิด (ยากกลุ่มยับยั้งแคลเซียม), ยารักษาโรคพาร์กินสัน, ยาต้านปวดเกร็ง, ยาต้านซึมเศร้า, ยาบารุงที่มีธาตุเหล็ก, ยาขับปัสสาวะ, ยาต้านการชัก
การเปลี่ยนแปลงในชีวิตหรือกิจวัตร เช่น การตั้งครรภ์ อายุมาก การเดินทางท่องเที่ยว
ท้องผูกส่งผลกระทบทั้งต่อร่างกายและจิตใจ หลายคนรู้สึกเครียด เบื่ออาหาร ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ปวดหัว ปวดหลัง และแสบร้อนบริเวณหน้าอก ไม่เพียงเท่านั้นการออกแรงเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำยังก่อให้เกิดผลร้ายตามมามากมาย เช่น
✿ ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร หรือแผลปริรอบๆ ทวารหนักจากอุจจาระที่แห้งแข็งครูดหลอดเลือดจนฉีกขาด
✿ ทำให้ความดันในช่องทรวงอกเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยโรคหัวใจอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
✿ ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดตาและหู
✿ ทำให้แรงดันในช่องท้องสูงขึ้นจนเป็นสาเหตุของไส้เลื่อนได้
✿ ทำให้กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานอ่อนแอ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
✿ ท้องผูกเรื้อรังจนทำให้มีอาการของลำไส้อุดตัน ได้แก่ ปวดท้องมาก อึดอัดแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน ไม่ผายลม และไม่ถ่ายอุจจาระ
รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง โดยเฉพาะผักและผลไม้สด ธัญพืชหรือเติมสารเพิ่มปริมาณ (Bulking Agents) ในอาหารที่รับประทาน เช่น ราข้าวสาลี เพื่อช่วยให้อุจจาระมีความอ่อนตัวมากขึ้นและง่ายต่อการขับถ่าย
ดื่มน้าอย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะการขาดน้าและไม่ทาให้อุจจาระแข็งจนเกินไป
ออกกาลังกายด้วยการเดินเป็นระยะเวลา 10-15 นาที วันละหลายๆ ครั้ง เพื่อฝึกกล้ามเนื้อให้ทางานได้เป็นปกติ
ปรับพฤติกรรมการขับถ่ายให้เป็นเวลาในแต่ละวัน ไม่ควรมีการอั้นอุจจาระหรือรีบร้อนในการขับถ่าย
ไม่ควรใช้ยาระบายติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์และควรมีการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้ยาทุกครั้ง
การใช้ Probiotics ซึ่งเป็นจุลินทรย์ที่มีประโยชน์ต่อทางเดินอาหาร ช่วยทาให้การทางานของระบบขับถ่ายเป็นปกติ
เมื่อการปรับพฤติกรรมในข้างต้นยังไม่ช่วยให้อาการท้องผูกดีขึ้น การรับประทานยาจะช่วยให้การขับถ่ายอุจจาระทาได้ง่ายขึ้น ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายชนิดด้วยกันตามการออกฤทธิ์และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา เช่น ไฟเบอร์, แล็กทูโลส (lactulose), Milk of Magnesia, Dulcolax, Senokot เป็นต้น
จุสินทรีย์ดีที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ (Probiotic) และอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ดี (Prebiotic) เช่น จุสินทรีย์ในตระกูล Lactobacillus sp. หรือตระกูล Bifidobacterium sp. ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลจุสินทรีย์ดีและทำลายเชื้อก่อโรคในลำไส้ ปรับสมดุลลำไส้ลดภกวะท้องผู้กหรือท้องเสียเรื้อรังได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบไปด้วยสาร Fructooligosaccharides (FOS) และ Xylo-0ligosaccharides (XOS) ซึ่งเป็นอาหารเลี้ยงจุสินทรีย์จะช่วยเสริมให้จุลินทรีย์ดีในร่างกายแข็งแรง
กรดอะมิโน เช่น Arginine ซึ่งมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมเยื่อบุผนังลำไส้ที่ได้รับบาตเจ็บ และ Glutamine ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานภายในเชลล์เยื่อบุผนังลำไส้ ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบของเซลล์เยื่อบุผนังสำไส้จากความเครียดได้ Inulin
สังกะสี (Zinc) จากการศึกษาพบว่สังกะสีสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนีกระหว่างเชลล์ลำไส้และป้องกันความเสียหายของเยื่อบูผนังลำไส้ได้
ซีลีเนียม (Selenium) และวิตามินอี (Vitamin E) จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายที่มีความปลอดภัยสูง การศึกษาพบว่า ซีสีเนียมและวิตามินอีสามารถป้องกันการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการให้สารผ่านเข้าออกผนัง ลำไส้จากการถูกทำลายจากความเครียดและปฏิกิริยา oxidation ได้
ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือดของคนไทย เราจึงไม่ควรละเลยที่จะดูแลสุขภาพหัวใจของเราเองให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ก็เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่ง เกิดจากอาหารที่เรารับประทานและจากการสร้างขึ้นเองในร่างกาย อาหารที่มีไตรกลีเซอไรด์ ได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ชนิดต่างๆ ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงมากๆ จะทำให้ตับอ่อนอักเสบและมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้มาก
โดยปกติร่างกายคนเราจะมีไขมันอยู่ 2 ชนิด คือ
คอเลสเตอรอล (Cholesterol) คอเลสเตอรอล อาจมีระดับสูงขึ้นจากอาหารที่รับประทาน เช่น อาหารหวาน มัน เค็ม เนื้อสัตว์ติดมัน และอาหารทะเล โดยเฉพาะไขมันทรานส์ พบได้ในขนมอบ ขนมกรุบกรอบ และครีมเทียม ในผู้ป่วยบางรายอามีระดับคลอเลสเตอรอลสูงจากกรรมพันธุ์ คอเลสเตอรอล แบ่งเป็น:
ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) หรือไขมันชนิดที่ไม่ดี เป็นชนิดอันตราย เพราะเป็นคอเลสเตอรอลที่ไปสะสมในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็ง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และหลอดเลือดสมองตีบ
ชนิดความหนาแน่นสูง (HDL) หรือไขมันชนิดที่ดี ทำหน้าที่ขจัดไขมันอันตรายไปจากกระแสเลือด ต่อต้านการสะสมผิดที่ของไขมันและคลอเลสเตอรอล ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ HDL ยิ่งสูงยิ่งดีต่อร่างกาย
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ไตรกลีเซอไรด์ อาจมีระดับสูงขึ้นจากโรคบางอย่าง เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน การดื่มสุรา และยาบางชนิด เช่น ยาฮอร์โมน สเตียรอยด์ เป็นต้น ผู้ป่วยบางรายอาจมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงจากกรรมพันธุ์เช่นกัน
เมื่อใดที่ร่างกายมีไขมันมากเกินไป ไขมันจะไปเกาะตามผนังด้านในของหลอดเลือด ถ้าไขมันสูงมากจะมีผลทำให้หลอดเลือดตีบ เลือดไหลเวียนไม่สะดวก โดยเฉพาะบริเวณขา ทำให้เดินแล้วปวดน่อง และอาจส่งผลทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ เกิดโรคหัวใจขาดเลือด หรืออาจทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เกิดเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่ ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ อัมพฤกษ์อัมพาต มากขึ้น
★ โคเลสเตอรอลรวม น้อยกว่า 200 มก./ดล.
★ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล (LDL) น้อยกว่า 130 มก./ดล.
★ เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL) มากกว่า 40 มก./ดล.
★ ไตรกลีเซอไรด์ น้อยกว่า 130 มก./ดล.
★ ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่างกายเผาผลาญทำลายไขมันลดลง
★ การใช้ยาบางชนิด หรือโรคบางอย่าง เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาคุมกำเนิด โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์ทำงานได้น้อย โรคไต เป็นต้น
★ การรับประทานอาหารที่ผิดหลักโภชนาการ
● การรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก เช่น กะทิ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันมาก อาหารทอดที่อมน้ำมัน
● รับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบที่มีน้ำตาลมาก
● รับประทานอาหารเกินความจำเป็นของร่างกายใน 1 วัน
★ การดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในปริมาณมากและเป็นประจำ
ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงผิดปกติ เกิดจากการกินอาหารไม่ถูกสัดส่วน ได้รับพลังงานหรือแคลอรีมากเกินไป กินอาหารที่มีไขมันหรือขนมหวานในปริมาณมาก ทำให้ร่างกายสร้างไตรกลีเซอไรด์แล้วขับเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป การดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็จะไปกระตุ้นตับให้ผลิตไตรกลีเซอไรด์มากขึ้นเช่นกัน
★ งดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต คือแป้ง และ น้ำตาล เพราะว่าถ้าร่างกายใช้งานไม่หมด ร่างกายก็จะคาร์โบไฮเดรตเปลี่ยนไปเป็นไตรกลีเซอไรด์ได้
★ ออกกำลังกาย ทำให้เราแข็งแรงและจัดการกับพลังงานที่เหลือใช้ได้ดี ทำให้ไม่มีเหลือพอที่จะนำไปสร้างไตรกลีเซอไรด์ได้
★ งดการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะรบกวนการทำงานของตับ โดยตับต้องมาทำหน้าที่กำจัดของเสียจากแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ทำให้ตับทำหน้าที่ที่เหลือคือกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปได้ไม่เต็มที่ สุดท้ายไขมันส่วนที่เหลือก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไตรกลีเซอไรด์นั่นเอง
★ รับประทานไขมัน โอเมก้า-3 (Omega-3) ที่ประกอบด้วย EPA และ DHA ในรูปของปลาที่มีไขมันสูง, น้ำมันปลาชนิดแคปซูล และอาหารหรือเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยโอเมก้า-3 และ 9
★ เลี่ยงอาหารที่ผ่านการอบหรือทอด ที่มักจะมีไขมันชนิดทรานส์ (Trans’ fat) เป็นส่วนประกอบ เพราะไขมันชนิดนี้จะทำให้โคเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) สูงขึ้นและคอเลสเตอรอลตัวดี (HDL) ลดลง
★ เลี่ยงไขมันอิ่มตัว ที่มักพบในเนื้อสัตว์ เพราะจะเพิ่มคอเลสเตอรอลตัวร้าย
★ ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน หรืออย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อย เพื่อหัวใจแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว และระดับคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) ในเลือดได้ดี
★ รับประทานอาหารเสริม ที่มีส่วนผสมของ แพลนท์สเตอรอล ซึ่งเป็นสารธรรมขาติที่เป็นส่วนประกอบของพืช พบมากในถั่วเมล็ดแห้ง, เมล็ดธัญพืช และน้ำมันที่ได้จากพืช มีคุณสมบัติยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่กระแสเลือด
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
สินค้าของแท้
ส่งเร็วทันใจ
เปลี่ยน/คืนได้ภายใน 7 วัน
รีวิวมากมายจากผู้ใช้จริง