โรคหลอดเลือดหัวใจ สมอง ข้อเสื่อม ข้อรูมาตอยด์
ลดอัตราการเกราะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือดแดง ลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ และ LDL ในเลือด สินค้าดี จัดส่งทุกวัน
รหัสสินค้า: 17728
เลขที่จดแจ้ง / เลข อย. :11-1-32732-1-0130
เลือกจำนวน :
ราคา 737 ฿635
-16 %
MEGA Fish Oil 1000 mg
จุดเด่น
1.สกัดจากปลาทะเลน้ำลึกเขตหนาวจากไอซ์แลนด์ ที่ให้ปริมาณ Omega-3 เพียงพอต่อการดูแลร่างกาย
2.มีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณของสารปนเปื้อน เช่น ปรอท ตะกั่ว สารหนู และเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรค
ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูล
กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (น้ำมันปลา)
-กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิก(อีพีเอ) 180 มก.
-กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (ดีเอชเอ) 120 มก.
-วิตามิน อี 1.4 มก.
วิธีรับประทาน
รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 1-3 ครั้ง พร้อมอาหาร
วิธีเก็บรักษา เก็บไว้ในที่ร่ม ให้พ้นแสงแดด และความร้อน
คำเตือน
1. เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน
2. ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ปลาทะเล หรือน้ำมันปลา
3. ควรระวังในผู้ที่เลือดแข็งตัวช้า หรือผูใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือแอสไพลิน
เลขทะเบียน อ.ย. 11-1-32732-1-0130
ดูแลหัวใจให้แข็งแรง เลือกน้ำมันปลาที่มีโอเมก้า-3

น้ำมันปลา...แหล่งธรรมชาติที่เข้มข้นด้วยโอเมก้า-3
สิ่งมหัศจรรย์....เพื่อหัวใจ สมอง และข้อ
กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ถือว่าเป็นสารอาหารที่สำคัญยิ่งต่อร่างกาย โดยเฉพาะกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 ซึ่ง ส่วนใหญ่กรดไขมันชนิดนี้พบได้ในไขมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันปลา ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งจากธรรมชาติที่พบมากและมีคุณภาพดี ปัจจุบันความสนใจทางการแพทย์เกี่ยวกับกรดไขมันโอเมก้า-3 จากน้ำมันปลาเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มจากข้อมูลที่ว่า ชาวเอสกิโมมีเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตันต่ำ เมื่อศึกษาถึงโภชนาการ จึงพบว่าอาหารที่ชาวเอสกิโมรับประทานในชีวิตประจำวัน คือ ปลาและแมวน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีโอเมก้า-3 ปริมาณสูง ปัจจุบันจึงมีการยืนยันทางการแพทย์ถึงประโยชน์ที่สำคัญของกรดไขมันโอเมก้า-3 ต่อร่างกายในการลดความเสี่ยงหรือป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่น
1. โรคหัวใจและสมองขาดเลือด
2. ช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ลดความดันโลหิต
3. ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของข้อเสื่อม ข้อรูมาตอยด์
4. ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความเสื่อมของสมอง โรคซึมเศร้า และบำรุงสายตา
5. บรรเทาอาการของโรคผิวหนังบางชนิด เช่น สะเก็ดเงิน โรคเรื้อนกวาง6. ป้องกันหรือบรรเทาโรคหอบหืด
7. ปวดไมเกรน
8. เบาหวาน
น้ำมันปลาเป็นสารอาหารประเภทไขมัน ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันในกลุ่ม Omega-3 (Polyunsaturated Fatty Acid) ซึ่งมีกรดไขมันที่สำคัญอยู่ 2 ชนิด คือ
1. EPA (Eicosapentaenoic Acid) กรดไขมัน EPA มีส่วนช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ป้องกันไขมันอุดตันหลอดเลือด ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุในการเกิดโรคหัวใจและสมองอุดตัน นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยบรรเทาอาการข้อเสื่อม ข้อรูมาตอยด์ได้เช่นกัน
2. DHA (Docosahexaenoic Acid) กรดไขมัน DHA มีบทบาทที่สำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาสมองและสายตา ช่วยเสริมสร้างและป้องกันความเสื่อมของสมอง การเรียนรู้ และความจำ รวมถึงระบบสายตา ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ น้ำมันปลา.....สำคัญต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
1. ป้องกันโรคหัวใจและสมองขาดเลือด กรดไขมันโอเมก้า-3 ในน้ำมันปลาจะช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันในเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจและสมอง ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่ากลุ่มผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ที่รับประทานกรดไขมันโอเมก้า -3 วันละ 850 มิลลิกรัม / วัน (ปริมาณ EPA+DHA) ร่วมกับวิตามินอีธรรมชาติ 300 มิลลิกรัม / วัน สามารถลดอัตราการตายเนื่องจากโรคกล้าม เนื้อหัวใจขาดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง ลงได้ถึง 15% เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับประทานน้ำมันปลา
2. ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน กรดไขมันโอเมก้า-3 ในน้ำมันปลา เป็นสารตั้งต้นของสารกลุ่มไอโคซานอยด์ (Eicosanoids) ได้แก่ พรอสตาแกลนดิน-3 (Prostaglandins-3) และทรอมบอกแซน-3 (Thromboxan-3) ซึ่งสารกลุ่มนี้จะช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด จึงมีส่วนช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด และช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น ลดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
3. ช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่ได้คร่าชีวิตประชากรโลกปีละหลายแสนคน หรือปีละหลายพันคนสำหรับประชากรไทย ซึ่งจากผลการศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับภาวะไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงและการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดของน้ำมันปลา ซึ่งได้มีการรวบรวมผลการวิจัยตั้งแต่ปี 1990-2006 ดังนี้
4. ลดความดันโลหิต จากผลการวิจัยของ John Hopkins Medical School ได้สรุปรวบรวมผลการศึกษาจาก 17 รายงานการศึกษาทางคลีนิค พบว่าการรับประทานกรดไขมันโอเมก้า -3 วันละ 3,000 มิลลิกรัม (ปริมาณ EPA+DHA) สามารถช่วยลดความดันล่าง (Diastolic Pressure) ได้ 3.5 มิลลิเมตรปรอท และความดันบน (Systolic pressure) ได้ถึง 5.5 มิลลิเมตรปรอท เนื่องจากกรดไขมันโอเมก้า -3 ในน้ำมันปลา จะช่วยทำให้หลอดเลือดขยายตัว และป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงมีผลให้ความดันโลหิตลดลง โดยน้ำมันปลาจะไม่มีผลต่อความดันในผู้ที่มีความดันโลหิตปกติ
น้ำมันปลา.....เพิ่มคุณภาพชีวิต ลดอาการข้อเสื่อม ข้อรูมาตอยด์
กรดไขมันโอเมก้า-3 ในน้ำมันปลา สามารถบรรเทาอาการข้อเสื่อม (Osteoarthritis) และข้อรูมาตอย์ (Rheumatoid arthritis) เนื่องจากมีผลลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบของข้อ เช่น Interleukin-1, Tumor necrosis factor และกรดไขมัน EPA (Eicosapentaenoic Acid) ในน้ำมันปลา ยังเป็นสารตั้งต้นในการสร้างสาร PGE 3 ซึ่งช่วยลดอาการอักเสบของข้อ โดยรายงานการวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Surgical Neurology ระบุว่าน้ำมันปลาสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดคอ หรือปวดหลังเรื้อรัง โดยทำการศึกษากับผู้ป่วย 250 คน ได้รับประทานกรดไขมันโอเมก้า - 3 วันละ 2,600 มิลลิกรัม (ปริมาณ EPA+DHA) ในช่วง 2 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นลดปริมาณลงเหลือวันละ 1,200 มิลลิกรัม (ปริมาณ EPA+DHA) พบว่าหลังจากรับประทานน้ำมันปลา 75 วัน ผู้ป่วยประมาณ 59% สามารถเลิกรับประทานยาแก้ปวดต่างๆ ผู้ป่วยประมาณ 60% พบว่าอาการปวดหลังและปวดคอลดลง และผู้ป่วยกว่า 88% รู้สึกพึงพอใจกับผลที่ได้รับและยืนยันที่จะรับประทานน้ำมันปลาต่อ
ดังนั้นการรับประทานน้ำมันปลาจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเสื่อม ข้ออักเสบเรื้อรัง เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด แทนการรับประทานยาแก้ปวด NSAIDs ซึ่งจะมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหาร ตับ และไตค่อนข้างมาก
น้ำมันปลา.....บำรุงสมอง เสริมความจำ ป้องกันโรคสมองเสื่อม
1. เสริมการทำงานของเซลล์สมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อม จากการศึกษาพบว่า 40% ของกรดไขมันในสมอง และ 60% ของกรดไขมันในประสาทตา คือ กรดไขมัน DHA (Docosahexaenoic Acid) ทำให้กรดไขมัน DHA ในน้ำมันปลา มีบทบาทที่สำคัญและจำเป็นต่อสมอง ผลวิจัยทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัย UCLA ของอเมริกา พบว่าการรับประทานน้ำมันปลาช่วยป้องกันสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้ เนื่องจากการศึกษาเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุกว่า1,000 คน เป็นเวลา 10 ปี พบว่าระดับกรดไขมัน DHA ที่ลดต่ำลงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อมได้ และยังพบว่าสำหรับคนไข้อัลไซเมอร์นั้น กรดไขมัน DHA จะช่วยเพิ่มสาร LH11ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นตัวช่วยลดการเกิดการสร้างPlaquesในสมอง ซึ่งเป็นตัวการที่ทำลายใยประสาทส่วนความจำ ดังนั้นผู้สูงอายุที่มีสารนี้มากในสมอง จะทำให้ความจำเสื่อมและหลงลืมง่าย
2. ลดภาวะซึมเศร้า จากการวิจัยพบว่าผู้ที่บริโภคปลาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง มีอัตราเป็นโรคซึมเศร้าต่ำ เพราะสมดุลของกรดไขมันในร่างกายมีผลต่อความรุนแรงในการเกิดโรคซึมเศร้า คนที่มีระดับของกรดไขมันโอเมก้า-3 ต่ำ และโอเมก้า-6 สูง จะมีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าปกติ ซึ่งการรักษาคนไข้ซึมเศร้าในโรงพยาบาลพบว่ากรดไขมัน DHA ให้ผลในการรักษาอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับคนไข้ที่ไม่ได้รับกรดไขมันชนิดนี้
น้ำมันปลา.....หลากหลายประโยชน์เพื่อร่างกายที่แข็งแรง
1. เบาหวาน เบาหวานที่พบบ่อย คือ เบาหวานชนิดที่สองที่มักพบในผู้ใหญ่ที่อ้วน ซึ่งนักวิจัยชาวเนเธอร์แลนด์ค้นพบว่า กรดไขมัน EPA ในน้ำมันปลา จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้นได้
2. ปวดไมเกรน กรดไขมัน EPA ในน้ำมันปลา จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารพรอสตาแกลนดิน และลดการหลั่งสารซีโลโทนิน ทำให้การเกาะตัวของเกล็ดเลือดลดลงในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง จึงมีส่วนช่วยลดอาการไมเกรนได้
3. หอบหืด การรับประทานน้ำมันปลาจะช่วยลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ที่เป็นตัวการสำคัญให้เกิดอาการหอบหืด คือ สารลิวโคไตรอิน และพรอสตาแกลนดิน ดังนั้นการรับประทานน้ำมันปลาอย่างต่อเนื่องจะช่วยบรรเทาอาการหอบหืดได้
หลากหลายทางเลือกในการดูแลสุขภาพด้วยน้ำมันปลา (โอเมก้า – 3)
ทางเลือกในการรับประทานน้ำมันปลา คือ
1. น้ำมันปลา (โอเมก้า -3) สูตรธรรมชาติ จะมี อัตราส่วน EPA 18 % : DHA 12% เป็นน้ำมันปลาสูตรที่ผลการวิจัยทางการแพทย์ส่วนใหญ่เลือกที่จะนำไปศึกษากับคนไข้ จึงทำให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัย
2. น้ำมันปลา (โอเมก้า – 3) สูตรเข้มข้น จะมี อัตราส่วน EPA 35 % : DHA 25% ที่มีความเข้มข้นของโอเมก้า – 3 สูงถึง 2 เท่า เพิ่มความสะดวกในการรับประทาน ด้วยจำนวนแคปซูลที่น้อยลง และกลิ่นคาวปลาน้อย เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นในการรับประทาน
หลักเกณฑ์การเลือกน้ำมันปลาที่มีคุณภาพดี ควรพิจารณาดังนี้
1. วัตถุดิบเป็นน้ำมันปลา (โอเมก้า-3) สายพันธุ์เฉพาะจาก ประเทศไอซ์แลนด์ ที่ได้รับมาตรฐานยาและน้ำมันปลาจากยุโรป (EP GRADE & EU STANDARD) ให้ความมั่นใจในคุณภาพของน้ำมันปลาในเม็ดแคปซูล ดังนี้
ผลิตภายใต้ขบวนการที่ดี ตามมาตรฐานตำรับยายุโรป (GMP)วัตถุดิบ จากปลาในน่านน้ำที่ปราศจากมลภาวะน้ำมันปลาจากปลาสายพันธุ์ที่ถูกต้องตามมาตรฐานที่กำหนดปลอดภัยจากโลหะหนักปนเปื้อน ยาฆ่าแมลง และสารเคมีจากขบวนการผลิตที่เป็นพิษตกค้าง
2. ผลิตจากโรงงานผลิตแคปซูลนิ่มใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ที่ได้รับมาตรฐานยาระดับสากลจากประเทศออสเตรเลีย (TGA) และประเทศยุโรป (BfArM) สามารถรับประกันความมั่นใจมากกว่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์ทั่วไป
3. ปราศจากสารแต่งสี แต่งกลิ่นและสารกันบูด เพื่อป้องกันการสะสมในร่างกายจากการรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ
ขนาดการรับประทานที่เหมาะสมของน้ำมันปลา (โอเมก้า-3)

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก MEGA WECARE