365WECARE

อุปกรณ์พยุงหลัง: คู่มือเลือกใช้และดูแลอย่างเหมาะสม

อุปกรณ์พยุงหลัง เป็นตัวช่วยประคองแนวกระดูกสันหลัง ลดแรงกดที่กล้ามเนื้อ และสนับสนุนท่าทางให้เหมาะสมในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงาน ยืนเป็นเวลานาน หรือยกของ บทความนี้รวบรวมข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับประเภท ประโยชน์ วิธีเลือกใช้ ข้อควรระวัง และแนวทางดูแลหลังอย่างถูกต้อง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและเลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสม

อุปกรณ์พยุงหลังคืออะไร และทำงานอย่างไร 

อุปกรณ์พยุงหลัง (Back Support / Back Brace) คืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยพยุงโครงสร้างบริเวณหลัง โดยเฉพาะแนวกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อรอบข้าง

หลักการทำงานคือ

  • ช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวบางทิศทาง

  • กระจายแรงกดบริเวณเอวหรือหลังส่วนบน

  • สนับสนุนท่าทางให้ตรงมากขึ้น

 

การใช้งานที่เหมาะสมสามารถช่วยลดภาระกล้ามเนื้อขณะทำกิจกรรมบางประเภทได้

ประเภทของอุปกรณ์พยุงหลัง

เข็มขัดพยุงหลัง (Lumbar Support Belt)

  • พยุงหลังส่วนล่าง (เอว)

  • เหมาะกับงานที่ต้องยกของหรือใช้แรง

  • ปรับระดับความกระชับได้

เสื้อพยุงท่าทาง (Posture Corrector)

  • ช่วยประคองไหล่และหลังส่วนบน

  • เหมาะกับผู้ที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

  • เน้นสนับสนุนการจัดท่าทาง

อุปกรณ์พยุงแบบโครงเสริม

 

  • มีโครงเสริมความแข็งแรงบางส่วน

  • ใช้ในกรณีที่ต้องการจำกัดการเคลื่อนไหวมากขึ้น

  • ควรใช้งานตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

ใครบ้างที่อาจเหมาะกับการใช้อุปกรณ์พยุงหลัง

 

  • ผู้ที่มีอาการปวดหลังจากการทำงาน

  • ผู้ที่ต้องยืนหรือยกของเป็นประจำ

  • พนักงานออฟฟิศที่นั่งทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง

  • ผู้ที่อยู่ในช่วงพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บบางประเภท

วิธีเลือกอุปกรณ์พยุงหลังให้เหมาะสม

เลือกตามตำแหน่งที่ต้องการพยุง

หลังส่วนล่าง หลังส่วนบน หรือทั้งแนวกระดูกสันหลัง

เลือกขนาดที่พอดี

  • ไม่แน่นจนหายใจลำบาก

  • ไม่หลวมจนไม่เกิดแรงพยุง

พิจารณาวัสดุ

  • ระบายอากาศได้ดี

  • ไม่ระคายเคืองผิว

  • มีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับกิจกรรม

ทดลองสวมใส่ก่อนใช้งานจริง

 

ควรลองใส่ขณะทำท่าทางที่ใช้งานจริง เช่น นั่ง เดิน หรือยกของเบา ๆ

ข้อควรระวังในการใช้งาน

 

  • ไม่ควรใส่ตลอดทั้งวันโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

  • การพึ่งพาอุปกรณ์มากเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวทำงานลดลง

  • หากมีอาการชา ปวดมากขึ้น หรือระคายเคืองผิว ควรหยุดใช้

แนวทางดูแลสุขภาพหลังควบคู่กับการใช้อุปกรณ์

การใช้อุปกรณ์พยุงหลังควรทำควบคู่กับการดูแลสุขภาพหลังโดยรวม ได้แก่

  • บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core muscles)

  • ยืดกล้ามเนื้อหลังและสะโพกสม่ำเสมอ

  • ปรับระดับโต๊ะ เก้าอี้ และจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม

  • หลีกเลี่ยงการก้มยกของด้วยหลังงอ

 

การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการจัดท่าทางที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพหลังในระยะยาว

สรุป

 

อุปกรณ์พยุงหลังเป็นตัวช่วยสนับสนุนการจัดท่าทางและลดภาระของกล้ามเนื้อหลังในบางสถานการณ์ การเลือกใช้อย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกายและลักษณะกิจกรรมเป็นสิ่งสำคัญ ควรใช้งานร่วมกับการดูแลสุขภาพหลังอย่างครบถ้วน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและความสบายในการทำกิจกรรมประจำวัน

 

 

ลักษณะการทำงานและผลของอุปกรณ์พยุงหลัง 

     อุปกรณ์พยุงหลังมีหลากหลายแบบ ปัจจุบันที่นิยมใช้มีลักษณะเบา มีความยืดหยุ่นในการใช้พยุงสันหลังประกอบไปด้วย แท่งโลหะเหล็กรูปตัว S สองแท่งขนาบอยู่ด้านข้าง เพื่อพยุงส่วนของกระดูกสันหลังระดับเอว ช่วยป้องกันการเคลื่อนไหวที่มากเกินไป และวัสดุยืดหยุ่นซึ่งสามารถยืดให้รัดลำสันหลังได้เป็นตัวยึดให้เสื้อสามารถรัดและพยุงท่าทางให้อยู่ในแนวตรง

  อุปกรณ์พยุงหลังมีคุณสมบัติได้ผลใน 2 ด้าน ดังนี้

   1. ลดหรือจำกัดการเคลื่อนไหวของกระดูก สันหลัง โดยสามารถลดการเคลื่อนไหวใน

   ทิศงอ-เหยียดหลังได้เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวด หลังเฉียบพลัน เพื่อลดอาการปวดจากกาเคลื่อนไหวในระยะสั้น

   2. เพิ่มความดันภายในช่องท้อง ส่งผลให้แรงกระทำต่อหมอนรองกระดูกสันหลังลดลง

จากการศึกษา พบว่า เสื้อพยุงหลัง มีคุณสมบัติช่วยลดแรงเฉือนได้มากกว่าการลดแรงกดที่เกิด ขึ้นกับหมอนรองกระดูกสันหลัง การก้มและบิดเอว ทำให้เกิดแรงกระทบต่อกล้ามเนื้อที่พยุงแกนกลางลำตัว

ซึ่งท่าทางที่ทำให้เกิดแรงกดและแรงเฉือนต่อหมอนรองกระดูกสันหลังระดับสูงสุด คือ ท่ายก

การเลือกอุปกรณ์พยุงหลัง ( Back support )

   การทำงานของอุปกรณ์พยุงหลัง ( Back support ) จะช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวของร่างกาย ช่วงเอว หลัง และสะโพกในท่าก้ม ท่าบิดตัว เอี้ยวตัว และควบคุมแผ่นหลังให้อยู่ในท่าที่ถูกต้องไม่โค้งงอ ทำให้หลังเกิดความมั่นคง ลดการทำงานเกร็งตัวหดตัวของกล้ามเนื้อหลังช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ต้องทำงานหนัก ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการปวดหลัง จากโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท หรือการปวดกล้ามเนื้อตลอดจนเส้นเอ็นบริเวณหลังอีกด้วย

วิธีเลือกอุปกรณ์พยุงหลัง ( Back support ) 

  1. ควรเลือกพิจารณาถึง ยางยืดที่ใช้ทำ ว่ามีลํกษณะอย่างไร โดยพิจารณาถึงความหนา ความบางของยางยืด และความกว้างของสายรัด การเลือกวัสดุที่เป็นยางยืดที่มีความหนาและขนาดใหญ่ จะให้ความทนทานและแรงดึงที่ดีกว่ายางยืดเส้นเล็ก และให้ความยืดหยุ่น กระชับบริเวณรอบเอว สะโพก ได้ดีกว่ายางยืดขนาดเล็ก
  2. ควรพิจารณาคุณภาพของตีนตุ๊กแก (Velcro tape) ควรจะเป็นแบบหนา และมีขนให้เกาะจำนวนมาก เพื่อความทนทาน และยิ่งหนาเท่าไหร่ ก็จะให้การยึดเกาะที่ดี และทนทานขึ้น รวมถึงหลุดยาก สามารถรองรับกิจกรรมหนักๆ ได้หลากหลาย หลายท่านไม่ได้คำนึงถึงจุดนี้ ซึ่งบางครั้งอาจจะซื้อมาใช้แต่ใช้ได้ไม่นานตีนตุ๊กแก ก็ไม่ยึดเกาะ หรือติดได้ไม่กระชับเพราะพื้นที่ติดตีนตุ๊กแกมีน้อย
  3. วัสดุดามหลัง ในตลาดจะมีวัสดุที่นิยมหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นแผ่นพลาสติก และแผ่นสแตนเลส ขึ้นอยู่กับแต่ละผู้ผลิต และราคาขาย โดยถ้าเป็นแผ่นพลาสติกจะมีราคาถูกกว่าแสตนเลส ข้อดีของแผ่นพลาสติก คือน้ำหนักเบาแต่จะมีความทนทานน้อยกว่าแสตนเลส เมื่อใช้สักระยะก็จะนิ่ม และเสียประสิทธิภาพในการพยุงหลังไปทีละน้อย หลายผู้ผลิตจึงนิยมใส่แผ่นตามหลังเป็น 2 ชั้นเพื่อลดต้นทุนและคงความแข็งไว้ แต่ถ้าเป็นเเบบแสตนเลส มีความทนทานมากกว่าและมีแรงดึงที่ดีกว่า ส่งผลให้ประสิทธิภาพการบล็อคหลังสูงกว่า มีความทนทานมากกว่า ในบางยี่ห้อรับประกันประสิทธิภาพในการพยุงหลัง ถึง 1 ปี
  4. ตำแหน่งและวัสดุดามหลัง ควรจะมีด้านหลัง 3 จุด และข้างลำตัว 2 จุด เพื่อบล็อกหลังได้อย่างมั่นคง ไม่ย้วยตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย ด้านการถักถอ ควรเลือกแผ่นยางยืด ที่เป็นแผ่นใหญ่เต็มผืนจะให้แรงยึดที่ดีกว่าและให้อายุการใช้งานที่ยาวนาน
  5. วัสดุที่ใช้ผลิตต้องเป็นที่ระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้น และสามารถใช้งานได้สบายตลอดทั้งวัน สายรัดบ่าควรจะสามารถถอดออกได้ เพื่อความสะดวกและไม่เกะกะกรณีไม่ต้องการใช้
  6. สีมีให้เลือกหลากหลาย แต่ที่นิยมจะมีด้วยกันสามสี คือ สีดำ สีเนื้อ และสีเทา โดยสีดำและสีเนื้อจะได้รับความนิยมสูงสุด ถ้ามองในแง่ความสะอาดและใช้ได้นาน ควรมองหาวัสดุที่เป็นสีดำ
  7. เลือกขนาดให้เหมาะสมกับรูปร่างของแต่ละคน เพื่อความกระชับพอดี ไม่ตึงไปหรือหย่อนไป 

         การที่ไม่ใส่เสื้อพยุงหลัง ผลการศึกษาพบว่า จะทำให้เกิดแรงกระทำต่อกล้ามเนื้อหลัง แรงกด   และแรงเฉือนที่เกิดขึ้นบนหมอนรองกระดูกสัน หลัง แต่เมื่อใส่เสื้อพยุงหลัง จะสามารถลดแรงกระทำบนกล้ามเนื้อ และแรงกดต่อหมอนรองกระดูกสันหลังได้3.4-7.3% โดยที่ระดับความตึงของการสวมใส่เสื้อพยุงหลังที่แน่นพอดีสามารถลดแรงกระแทกต่อข้อต่อกระดูกสันหลังได้มากกว่าการสวมใส่แบบหลวมๆ

     ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า เสื้อพยุงหลังหากสวมใส่ให้ถูกวิธีกระชับ จะเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มที่จำเป็นต้องยกของหนัก หรืองานที่อยู่ในท่านั่งติดต่อกันนานๆ

วิธีป้องกันอาการปวดหลัง หรือการบาดเจ็บจากการยกของหนักที่ถูกวิธี

1.การยกของหนักด้วยท่วงท่าที่ถูกต้อง โดยยืนให้ชิดกับสิ่งของที่ยก ย่อเข่าให้หลังเป็นแนวตรง แขนแนบชิดลำตัว และอย่าได้ยกของหนักเกินไป

2.การหลีกเลี่ยงการยกของหนักเป็นระยะเวลานานๆ

3.เมื่อรู้สึกว่าปวดหลังหรือบาดเจ็บ ต้องหยุดการทำงานทันที

4.บางครั้งการวอมร่างกายก่อนยกของ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยให้กล้ามเนื้อยืด

 วิธีการซักทำความสะอาด

     ซักด้วยน้ำสบู่ที่เป็นด่างอ่อน ๆ และควรซักทันที อย่าแช่ทิ้งไว้ ห้าม ซักในน้ำยาเคมี หรือน้ำยาซักแห้งชนิดต่างๆ ขยี้ส่วนที่สกปรก และไม่ควรบิด เมื่อซักแล้วให้นำขึ้นผึ่งแห้งทันที ในที่ร่ม โดยพาดกับราว 2 เส้น หรือไม้แขวนเสื้อ

ข้อควรระวัง

    ผลิตภัณฑ์ ที่มีด้ายยืดผสมอยู่นี้ เมื่อซื้อแล้วควรใช้ทันที ไม่ควรเก็บไว้เป็นเวลานาน และควรเก็บในที่อากาศเย็นไม่อับชื้น ไม่ควรสวมใส่ขณะนอนหลับ หรือใส่เพื่อการลดน้ำหนัก ห้ามสวมใส่ทันทีหากคุณใช้ยาทาแก้ปวดต่าง ๆ เพราะสารเคมีในตัวยามีปฎิกิริยากับตัวเนื้อผ้า ทำให้ยืดง่ายขึ้น ควรสวมใส่เสื้อผ้าก่อนใส่เผือกพยุงเอวทับอีกครั้ง หรือทิ้งช่วงไว้สัก 2 ชั่วโมงก่อนการสวมใส่

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

365wecare call365wecare Line365wecare Facebook365wecare Tiktok
วิธีสั่งซื้อสินค้า|เงื่อนไขการคืนสินค้า| ฝ่ายบริการลูกค้า 080-365-3696
ติดตามเราได้ที่  

หน้าหลัก

แบรนด์

shopping_cart
0

ตะกร้าสินค้า

โปรโมชั่น

บทความน่ารู้