ที่นอนลมคืออะไร?
ที่นอนลม (Air Mattress) คือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยกระจายน้ำหนักตัวของผู้ใช้งาน โดยภายในจะมีช่องลมหรือท่อลมที่สามารถพองและยุบตัวได้ตามแรงดันลมที่ปรับตั้งไว้ จุดประสงค์หลักคือเพื่อลดแรงกดทับบริเวณปุ่มกระดูก เช่น ก้นกบ สะโพก หลัง และส้นเท้า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ “แผลกดทับ”
ที่นอนลมจึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายได้จำกัด หรือผู้ที่ต้องนอนพักฟื้นเป็นเวลานาน
แผลกดทับคืออะไร ทำไมต้องป้องกัน
แผลกดทับ (Pressure Ulcer) เกิดจากการที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อถูกกดทับเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เซลล์ขาดออกซิเจนและสารอาหาร จนเกิดการอักเสบและกลายเป็นแผลในที่สุด
หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แผลกดทับสามารถลุกลามลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อหรือกระดูก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
การใช้ที่นอนลมจึงเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วย “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา”
หลักการทำงานของที่นอนลม
ที่นอนลมทำงานโดยใช้ปั๊มลมไฟฟ้าควบคุมแรงดันลมเข้า-ออกในแต่ละช่องลม บางรุ่นมีระบบ “สลับแรงดันลมอัตโนมัติ” ซึ่งจะพองและยุบสลับกันเป็นจังหวะ ช่วยให้จุดที่รับน้ำหนักได้พักเป็นระยะ ลดแรงกดทับสะสม
ผลลัพธ์คือ
-
ลดแรงกดเฉพาะจุด
-
กระตุ้นการไหลเวียนเลือด
-
ลดโอกาสเกิดแผลกดทับ
ประเภทของที่นอนลม
แบบรังผึ้ง (ลอนเล็ก)
แบบลอนใหญ่ (Alternating Pressure)
วิธีเลือกที่นอนลมให้เหมาะสม
ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้
หากเป็นผู้ป่วยติดเตียงนานหลายเดือน ควรเลือกแบบลอนใหญ่ที่มีระบบสลับแรงดัน เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันที่ดีกว่า
การดูแลรักษาและข้อควรระวัง
-
ตรวจสอบแรงดันลมสม่ำเสมอ
-
หลีกเลี่ยงของมีคมที่อาจทำให้รั่ว
-
ทำความสะอาดผิวที่นอนตามคำแนะนำผู้ผลิต
-
ไม่ควรปิดปั๊มลมขณะมีผู้ป่วยนอนอยู่
แม้จะใช้ที่นอนลมแล้ว ควรพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2–3 ชั่วโมงตามคำแนะนำแพทย์ เพื่อป้องกันแผลกดทับอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
วิธีใช้ที่นอนลมอย่างถูกต้อง
ขั้นตอนการติดตั้งและใช้งาน
ปูที่นอนลมบนเตียง
-
วางที่นอนลมทับบนที่นอนปกติ
-
ด้านท่อลมควรอยู่บริเวณปลายเตียง
-
จัดตำแหน่งให้ตรง ไม่พับงอหรือบิดเบี้ยว
ต่อสายลมเข้ากับปั๊ม
-
เสียบสายลมให้แน่นกับตัวที่นอน
-
ตรวจสอบว่าไม่มีรอยรั่วหรือหลุด
-
วางปั๊มลมบริเวณปลายเตียง หรือแขวนกับโครงเตียงตามที่ออกแบบ
เปิดเครื่องและปรับแรงดันลม
-
เสียบปลั๊กไฟและเปิดสวิตช์
-
ปล่อยให้ลมพองเต็มที่ประมาณ 10–20 นาที
-
ปรับระดับแรงดันตามน้ำหนักผู้ใช้งาน (ดูคู่มือกำกับ)
หลักการง่าย ๆ
ถ้าลมน้อยเกินไปจะยุบจนสัมผัสเตียงด้านล่าง
ถ้าลมมากเกินไปจะตึงแข็ง ไม่ช่วยกระจายน้ำหนัก
ปูผ้าปูที่นอนทับอีกชั้น
ตรวจสอบระหว่างใช้งาน
-
เช็กแรงดันลมทุกวัน
-
ฟังเสียงปั๊มว่าทำงานปกติ
-
ตรวจดูสายลมว่าไม่หักงอ
ข้อควรระวังในการใช้งานที่นอนลม
-
ห้ามปิดปั๊มลมขณะมีผู้ป่วยนอนอยู่ เพราะที่นอนจะยุบตัวและเพิ่มแรงกดทับทันที
-
ปรับแรงดันลมให้เหมาะกับน้ำหนักผู้ใช้ เพื่อป้องกันการยุบตัวหรือแข็งเกินไป
-
หลีกเลี่ยงของมีคมและความร้อน เพื่อป้องกันการรั่วหรือฉีกขาด
-
ไม่ใช้งานเกินน้ำหนักที่รุ่นนั้นรองรับ
-
ควรพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2–3 ชั่วโมง แม้ใช้ที่นอนลม
-
ตรวจสอบปลั๊กไฟและปั๊มลมให้อยู่ในสภาพปกติ
-
ถอดปลั๊กก่อนทำความสะอาด และหลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรง
สรุป
ที่นอนลมเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยลดแรงกดทับและป้องกันแผลกดทับได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องพักฟื้นระยะยาว การเลือกประเภทที่เหมาะสมและใช้งานอย่างถูกวิธี จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดภาระการดูแลได้อย่างมาก
ประโยชน์ของที่นอนลม
- 1. ป้องกันแผลกดทับ
ที่นอนลมเป็นคุณสมบัติพิเศษที่ต่างจากที่นอนทั่วไป ถูกออกแบบให้เกิดความสมดุลเวลานอน ผิวหนังจะไม่ถูกกดทับเฉพาะจุด ด้วยความนุ่มของที่นอน และความยืดหยุ่น ทำให้สามารถป้องกันแผลกดทับได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับผู้ป่วยติดเตียงที่ผลิกตัวไปมาลำบาก ก็ช่วยให้นอนสบายมากขึ้น ไม่เจ็บและทรมารจากแผลกดทับ
- 2. หาซื้อได้ง่ายตามร้านทั่วไป
ปัจจุบันที่นอนลมรังผึ้ง ที่นอนลมแบลอนมีจำหน่ายตามร้านขายอุปกรณ์การแพทย์ทั่วไป สามารถหาซื้อข้างบ้านได้สะดวก แต่ควรเลือกร้านที่ขายอุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐานเท่านั้น ไม่ควรซื้อในราคาที่ต่ำเกินจริง เพราะอาจจะได้สินค้าที่เสียหายได้ง่าย เพราะไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เพราะฉะนั้นควรเลือกที่นอนลมที่มีตรามาตรฐานรับรองเท่านั้น
- 3. เคลื่อนย้ายและดูแลรักษาได้ง่าย
เป็นที่นอนลมที่มีน้ำมันเบามาก รองรับน้ำหนักได้กว่าร้อยกิโลกรัม สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้กับผู้ป่วยติดเตียง และยังดูแลรักษาได้ง่าย
- 4. ผู้ป่วยนอนหลับสบายมากขึ้น
ปกติร่างกายของคนเรา จะมีการระบายอากาศ หรือถ่ายเทอากาศความร้อนออกจากร่างกายสม่ำเสม ออกจากผิวหนัง เมื่อผิวหนังของเราถูกกดทับ หรือระบายอากาศออกไปไม่ได้ ก็จะเกิดอาการแผลกดทับ ซึ่งที่นอนลม สามารถช่วยให้ถ่ายเทอากาศได้ตลอดเวลา ทำให้คนไข้หรือผู้ป่วยติดเตียง นอนหลับสบายมากขึ้น
- 5. ใช้งานง่าย
ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดแผลกดทับ
ʕ·ᴥ·ʔ ผู้ที่ไม่รู้สึกตัว หรือเป็นอัมพาต นอนอยู่ท่าเดียวเป็นเวลานานไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย
ʕ·ᴥ·ʔ ผู้มีการจำกัดการเคลื่อนไหว หรือจำกัดกิจกรรมเช่น ผู้ที่ใส่เฝือกหลังการผ่าตัดใหญ่
ʕ·ᴥ·ʔ ผู้ป่วยที่มีความเปียกชื้นจากเหงื่อ อุจจาระ หรือปัสสาวะราดบ่อย ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวมีสภาพเป็นด่าง ความสามารถในการต้านเชื้อโรคจากแบคทีเรียลดลง ทำให้เนื้อเยื่อได้รับการระคายเคือง เกิดการฉีกขาดได้ง่าย และเกิดแผลกดทับในที่สุด
ʕ·ᴥ·ʔ ภาวะขาดสารอาหาร ส่งผลให้มีระดับโปรตีนในเลือดน้อยกว่าปกติ ทำให้มีอาการบวมซึ่งเป็นตัวขัดขวางการไหลเวียนเลือดในการส่งอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อ จึงเกิดแผลกดทับ เกิดแผลได้ง่าย และแผลจะหายช้า
ʕ·ᴥ·ʔ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อยหรือผอม ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น มีโอกาสเกิดแผลกดทับได้มากกว่า
ʕ·ᴥ·ʔ แรงกดและแรงเสียดทานทำให้เนื้อเยื่อเกิดการบาดเจ็บฉีกขาดได้ง่าย มักพบในรายที่เป็นอัมพาตต้องยกผู้ป่วยบ่อยจึงทำให้เกิดแผลกดทับได้ง่าย
ʕ·ᴥ·ʔ ภาวะไข้ อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส (Celsius) ทำให้มีการเผาผลาญอาหารมากขึ้น เป็นปัจจัยเสริมให้เซลล์และเนื้อเยื่อขาดเลือดและเนื้อเยื่อตายได้ง่าย
ʕ·ᴥ·ʔ ยิ่งอายุมากขึ้นหมายความว่า ร่างกายของเราจะฟื้นตัวได้ช้าลง จึงเพิ่มความรุนแรงของแผลกดทับ
ตำแหน่งที่เกิดแผลกดทับได้บ่อย ⚡
✿ ท่านอนหงาย : ท้ายทอย ใบหู ด้านหลังส่วนบน ก้นกบ ข้อศอก ส้นเท้า
✿ ท่านอนคว่ำ : ใบหูและแก้ม หน้าอกและใต้ราวนม หน้าท้อง หัวไหล่ ปุ่มกระดูกสะ โพก หัวเข่า ปลายเท้า
✿ ท่านอนตะแคง : ศีรษะด้านข้าง หัวไหล่ กระดูกก้นกบ ปุ่มกระดูกต้นขา ฝีเย็บ หัวเข่าด้านหน้า ตาตุ่ม
✿ ท่านั่ง : ก้นกบ ปุ่มกระดูกก้นกบ หัวเข่าด้านหน้า กระดูกสะบัก เท้า ข้อเท้าด้านนอก
ระดับความรุนแรงของแผลกดทับ ⚡
ระดับที่ 1 ผิวหนังบริเวณที่ถูกกดทับจะเป็นรอยแดง ไม่มีรอยฉีกขาด แต่สีของผิวหนังอาจเป็นสีแดงคล้ำเพราะมีการคั่งของเลือดจากการกดทับ รอยแดงจะไม่หายไปภายใน 30 นาทีเมื่อเปลี่ยนท่า
ระดับที่ 2 มีการสูญเสียผิวหนังบางส่วนถึงชั้นหนังกำพร้า ผิวหนังอาจฉีกขาดหรือไม่ฉีกขาดเช่น รอยถลอก เป็นตุ่มพองอาจมีน้ำเหลืองบริเวณตุ่มน้ำที่แตกออกหรือเป็นแผลตื้นๆ โดยไม่มีเนื้อตาย
ระดับที่ 3 มีการสูญเสียผิวหนังทั้งหมด เกิดแผลลึกถึงชั้นใต้ผิวหนัง ชั้นพังผืด แต่ไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อ เอ็น และกระดูก อาจเป็นหลุมลึกหรือเป็นโพรงใต้ขอบแผลอาจพบเนื้อตายบางส่วนของแผล
ระดับที่ 4 มีการสูญเสียผิวหนังทั้งหมด มองเห็นชั้นกล้ามเนื้อ กระดูก เอ็น หรือเยื่อหุ้มข้อต่อ พื้นแผลอาจมีเนื้อตายหรือสะเก็ดแข็งปกคลุมบางส่วน และส่วนใหญ่มีโพรงและช่องใต้ขอบแผล
การป้องกันและหลีกเลี่ยงการเกิดแผลกดทับ
ควรเปลี่ยนท่านอนอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมงเพื่อลดแรงกด ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น หมั่นตรวจสอบบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับทุกวัน สังเกตรอยแดงของผิว หากมีรอยแดงถือว่ามีโอกาสเสี่ยงที่บริเวณดังกล่าวจะเกิดแผลกดทับ
การใช้อุปกรณ์ลดแรงกด เช่น ที่นอนโฟม หรือที่นอนลม ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสี่ยง ใช้เบาะรองก้นในผู้ที่นั่งรถเข็น ยกก้นลอยพ้นพื้นที่นั่งทุก 15 – 30 นาที เพราะจะช่วยลดแรงกดทับบริเวณก้นกบ ใช้อุปกรณ์ช่วยในการเคลื่อนย้ายเช่น ผ้ายกตัว แผ่นรองตัวขณะเคลื่อนย้าย (Pat slide)
หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หลังทำความสะอาด ร่างกายควรทาครีม ทาโลชั่น หรือน้ำมันมะกอก วันละ 3 – 4 ครั้งเพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้นป้องกันผิวแห้งและฉีกขาด ผู้ที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ควรทำความสะอาดทุกครั้งหลังการขับถ่ายและซับให้แห้ง พร้อมใช้ปิโตรเลียม เจลลี่ หรือวาสลีน (Vaseline) ทาหนาๆบริเวณรอบๆปากทวารหนัก และแก้มก้นทั้ง 2 ข้างเพื่อป้องกันการระคายผิวหนังจากความเปียกชื้น ในรายที่ไม่สามารถควบคุมการถ่ายอุจจาระควรใช้ แผ่นรองก้น (Blue pad) แทนการใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ เพราะมีโอกาสเกิดการอับชื้นได้ง่ายและเกิดแผลกดทับตามมา
ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ลดการอับชื้นของผิวหนัง
ดูแลผ้าปูที่นอนให้สะอาด แห้งและเรียบตึงเสมอเพื่อลดความเปียกชื้นและลดแรงเสียดทาน
สวมใส่เสื้อผ้าที่พอดีไม่คับแน่นเกินไป จัดเสื้อผ้าให้เรียบ หลีกเลี่ยงการนอนทับตะเข็บเสื้อและปมผูกต่างๆเพื่อลดแรงกดบริเวณผิวหนัง
เลือกอาหารเพื่อสุขภาพ ได้รับอาหารครบตามหลักโภชนาการ (อาหารมีประโยชน์ 5 หมู่) โดยเฉพาะโปรตีน วิตามินซี และดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้วจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง และผิวหนังยืดหยุ่นมีความชุ่มชื้น