365WECARE

ที่นอนลมคืออะไร?

ที่นอนลม (Air Mattress) คือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยกระจายน้ำหนักตัวของผู้ใช้งาน โดยภายในจะมีช่องลมหรือท่อลมที่สามารถพองและยุบตัวได้ตามแรงดันลมที่ปรับตั้งไว้ จุดประสงค์หลักคือเพื่อลดแรงกดทับบริเวณปุ่มกระดูก เช่น ก้นกบ สะโพก หลัง และส้นเท้า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ “แผลกดทับ”

ที่นอนลมจึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายได้จำกัด หรือผู้ที่ต้องนอนพักฟื้นเป็นเวลานาน

แผลกดทับคืออะไร ทำไมต้องป้องกัน

แผลกดทับ (Pressure Ulcer) เกิดจากการที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อถูกกดทับเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เซลล์ขาดออกซิเจนและสารอาหาร จนเกิดการอักเสบและกลายเป็นแผลในที่สุด

หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แผลกดทับสามารถลุกลามลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อหรือกระดูก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

การใช้ที่นอนลมจึงเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วย “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา”

หลักการทำงานของที่นอนลม

ที่นอนลมทำงานโดยใช้ปั๊มลมไฟฟ้าควบคุมแรงดันลมเข้า-ออกในแต่ละช่องลม บางรุ่นมีระบบ “สลับแรงดันลมอัตโนมัติ” ซึ่งจะพองและยุบสลับกันเป็นจังหวะ ช่วยให้จุดที่รับน้ำหนักได้พักเป็นระยะ ลดแรงกดทับสะสม

ผลลัพธ์คือ

  • ลดแรงกดเฉพาะจุด

  • กระตุ้นการไหลเวียนเลือด

  • ลดโอกาสเกิดแผลกดทับ

ประเภทของที่นอนลม

แบบรังผึ้ง (ลอนเล็ก)

  • เหมาะสำหรับการป้องกันแผลกดทับระยะเริ่มต้น

  • ใช้กับผู้ที่ยังพลิกตัวได้บ้าง

  • ราคาเข้าถึงง่าย

แบบลอนใหญ่ (Alternating Pressure)

  • เหมาะสำหรับผู้ป่วยติดเตียงระยะยาว

  • มีระบบสลับแรงดันลมอัตโนมัติ

  • รองรับน้ำหนักได้มากกว่า

วิธีเลือกที่นอนลมให้เหมาะสม

ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้

  • น้ำหนักตัวของผู้ใช้งาน

  • ระยะเวลาที่ต้องนอนบนเตียง

  • ระดับความเสี่ยงแผลกดทับ

  • ความเงียบของปั๊มลม

  • การรับประกันสินค้า

หากเป็นผู้ป่วยติดเตียงนานหลายเดือน ควรเลือกแบบลอนใหญ่ที่มีระบบสลับแรงดัน เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันที่ดีกว่า

การดูแลรักษาและข้อควรระวัง

  • ตรวจสอบแรงดันลมสม่ำเสมอ

  • หลีกเลี่ยงของมีคมที่อาจทำให้รั่ว

  • ทำความสะอาดผิวที่นอนตามคำแนะนำผู้ผลิต

  • ไม่ควรปิดปั๊มลมขณะมีผู้ป่วยนอนอยู่

แม้จะใช้ที่นอนลมแล้ว ควรพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2–3 ชั่วโมงตามคำแนะนำแพทย์ เพื่อป้องกันแผลกดทับอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

 

 

วิธีใช้ที่นอนลมอย่างถูกต้อง

ขั้นตอนการติดตั้งและใช้งาน

ปูที่นอนลมบนเตียง

  • วางที่นอนลมทับบนที่นอนปกติ

  • ด้านท่อลมควรอยู่บริเวณปลายเตียง

  • จัดตำแหน่งให้ตรง ไม่พับงอหรือบิดเบี้ยว

ต่อสายลมเข้ากับปั๊ม

  • เสียบสายลมให้แน่นกับตัวที่นอน

  • ตรวจสอบว่าไม่มีรอยรั่วหรือหลุด

  • วางปั๊มลมบริเวณปลายเตียง หรือแขวนกับโครงเตียงตามที่ออกแบบ

เปิดเครื่องและปรับแรงดันลม

  • เสียบปลั๊กไฟและเปิดสวิตช์

  • ปล่อยให้ลมพองเต็มที่ประมาณ 10–20 นาที

  • ปรับระดับแรงดันตามน้ำหนักผู้ใช้งาน (ดูคู่มือกำกับ)

หลักการง่าย ๆ
ถ้าลมน้อยเกินไปจะยุบจนสัมผัสเตียงด้านล่าง
ถ้าลมมากเกินไปจะตึงแข็ง ไม่ช่วยกระจายน้ำหนัก

ปูผ้าปูที่นอนทับอีกชั้น

  • ใช้ผ้าปูบาง ไม่หนาเกินไป

  • หลีกเลี่ยงการใช้แผ่นรองหนาหลายชั้น เพราะจะลดประสิทธิภาพการกระจายแรงกด

ตรวจสอบระหว่างใช้งาน

  • เช็กแรงดันลมทุกวัน

  • ฟังเสียงปั๊มว่าทำงานปกติ

  • ตรวจดูสายลมว่าไม่หักงอ

 

ข้อควรระวังในการใช้งานที่นอนลม

 

 

  • ห้ามปิดปั๊มลมขณะมีผู้ป่วยนอนอยู่ เพราะที่นอนจะยุบตัวและเพิ่มแรงกดทับทันที

  • ปรับแรงดันลมให้เหมาะกับน้ำหนักผู้ใช้ เพื่อป้องกันการยุบตัวหรือแข็งเกินไป

  • หลีกเลี่ยงของมีคมและความร้อน เพื่อป้องกันการรั่วหรือฉีกขาด

  • ไม่ใช้งานเกินน้ำหนักที่รุ่นนั้นรองรับ

  • ควรพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2–3 ชั่วโมง แม้ใช้ที่นอนลม

  • ตรวจสอบปลั๊กไฟและปั๊มลมให้อยู่ในสภาพปกติ

  • ถอดปลั๊กก่อนทำความสะอาด และหลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรง 

สรุป

ที่นอนลมเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยลดแรงกดทับและป้องกันแผลกดทับได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องพักฟื้นระยะยาว การเลือกประเภทที่เหมาะสมและใช้งานอย่างถูกวิธี จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดภาระการดูแลได้อย่างมาก

 
 
 
 
 
 
 
 
 

ประโยชน์ของที่นอนลม 

 

  1. 1. ป้องกันแผลกดทับ

ที่นอนลมเป็นคุณสมบัติพิเศษที่ต่างจากที่นอนทั่วไป ถูกออกแบบให้เกิดความสมดุลเวลานอน ผิวหนังจะไม่ถูกกดทับเฉพาะจุด ด้วยความนุ่มของที่นอน และความยืดหยุ่น ทำให้สามารถป้องกันแผลกดทับได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับผู้ป่วยติดเตียงที่ผลิกตัวไปมาลำบาก ก็ช่วยให้นอนสบายมากขึ้น ไม่เจ็บและทรมารจากแผลกดทับ

 

  1. 2. หาซื้อได้ง่ายตามร้านทั่วไป

ปัจจุบันที่นอนลมรังผึ้ง ที่นอนลมแบลอนมีจำหน่ายตามร้านขายอุปกรณ์การแพทย์ทั่วไป สามารถหาซื้อข้างบ้านได้สะดวก แต่ควรเลือกร้านที่ขายอุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐานเท่านั้น ไม่ควรซื้อในราคาที่ต่ำเกินจริง เพราะอาจจะได้สินค้าที่เสียหายได้ง่าย เพราะไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เพราะฉะนั้นควรเลือกที่นอนลมที่มีตรามาตรฐานรับรองเท่านั้น

 

  1. 3. เคลื่อนย้ายและดูแลรักษาได้ง่าย

เป็นที่นอนลมที่มีน้ำมันเบามาก รองรับน้ำหนักได้กว่าร้อยกิโลกรัม สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้กับผู้ป่วยติดเตียง และยังดูแลรักษาได้ง่าย

 

  1. 4. ผู้ป่วยนอนหลับสบายมากขึ้น

ปกติร่างกายของคนเรา จะมีการระบายอากาศ หรือถ่ายเทอากาศความร้อนออกจากร่างกายสม่ำเสม ออกจากผิวหนัง เมื่อผิวหนังของเราถูกกดทับ หรือระบายอากาศออกไปไม่ได้ ก็จะเกิดอาการแผลกดทับ ซึ่งที่นอนลม สามารถช่วยให้ถ่ายเทอากาศได้ตลอดเวลา ทำให้คนไข้หรือผู้ป่วยติดเตียง นอนหลับสบายมากขึ้น

 

  1. 5. ใช้งานง่าย

 


ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดแผลกดทับ 


ʕ·ᴥ·ʔ ผู้ที่ไม่รู้สึกตัว หรือเป็นอัมพาต นอนอยู่ท่าเดียวเป็นเวลานานไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย


ʕ·ᴥ·ʔ ผู้มีการจำกัดการเคลื่อนไหว หรือจำกัดกิจกรรมเช่น ผู้ที่ใส่เฝือกหลังการผ่าตัดใหญ่


ʕ·ᴥ·ʔ ผู้ป่วยที่มีความเปียกชื้นจากเหงื่อ อุจจาระ หรือปัสสาวะราดบ่อย ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวมีสภาพเป็นด่าง ความสามารถในการต้านเชื้อโรคจากแบคทีเรียลดลง ทำให้เนื้อเยื่อได้รับการระคายเคือง เกิดการฉีกขาดได้ง่าย และเกิดแผลกดทับในที่สุด


ʕ·ᴥ·ʔ ภาวะขาดสารอาหาร ส่งผลให้มีระดับโปรตีนในเลือดน้อยกว่าปกติ ทำให้มีอาการบวมซึ่งเป็นตัวขัดขวางการไหลเวียนเลือดในการส่งอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อ จึงเกิดแผลกดทับ เกิดแผลได้ง่าย และแผลจะหายช้า


ʕ·ᴥ·ʔ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อยหรือผอม ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น มีโอกาสเกิดแผลกดทับได้มากกว่า


ʕ·ᴥ·ʔ แรงกดและแรงเสียดทานทำให้เนื้อเยื่อเกิดการบาดเจ็บฉีกขาดได้ง่าย มักพบในรายที่เป็นอัมพาตต้องยกผู้ป่วยบ่อยจึงทำให้เกิดแผลกดทับได้ง่าย


ʕ·ᴥ·ʔ ภาวะไข้ อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส (Celsius) ทำให้มีการเผาผลาญอาหารมากขึ้น เป็นปัจจัยเสริมให้เซลล์และเนื้อเยื่อขาดเลือดและเนื้อเยื่อตายได้ง่าย


ʕ·ᴥ·ʔ ยิ่งอายุมากขึ้นหมายความว่า ร่างกายของเราจะฟื้นตัวได้ช้าลง จึงเพิ่มความรุนแรงของแผลกดทับ

 

ตำแหน่งที่เกิดแผลกดทับได้บ่อย ⚡

 ท่านอนหงาย : ท้ายทอย ใบหู ด้านหลังส่วนบน ก้นกบ ข้อศอก ส้นเท้า

 ท่านอนคว่ำ : ใบหูและแก้ม หน้าอกและใต้ราวนม หน้าท้อง หัวไหล่ ปุ่มกระดูกสะ โพก หัวเข่า ปลายเท้า

 ท่านอนตะแคง : ศีรษะด้านข้าง หัวไหล่ กระดูกก้นกบ ปุ่มกระดูกต้นขา ฝีเย็บ หัวเข่าด้านหน้า ตาตุ่ม

 ท่านั่ง : ก้นกบ ปุ่มกระดูกก้นกบ หัวเข่าด้านหน้า กระดูกสะบัก เท้า ข้อเท้าด้านนอก

 

ระดับความรุนแรงของแผลกดทับ ⚡

  ระดับที่ 1 ผิวหนังบริเวณที่ถูกกดทับจะเป็นรอยแดง ไม่มีรอยฉีกขาด แต่สีของผิวหนังอาจเป็นสีแดงคล้ำเพราะมีการคั่งของเลือดจากการกดทับ รอยแดงจะไม่หายไปภายใน 30 นาทีเมื่อเปลี่ยนท่า

  ระดับที่ 2 มีการสูญเสียผิวหนังบางส่วนถึงชั้นหนังกำพร้า ผิวหนังอาจฉีกขาดหรือไม่ฉีกขาดเช่น รอยถลอก เป็นตุ่มพองอาจมีน้ำเหลืองบริเวณตุ่มน้ำที่แตกออกหรือเป็นแผลตื้นๆ โดยไม่มีเนื้อตาย

  ระดับที่ 3 มีการสูญเสียผิวหนังทั้งหมด เกิดแผลลึกถึงชั้นใต้ผิวหนัง ชั้นพังผืด แต่ไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อ เอ็น และกระดูก อาจเป็นหลุมลึกหรือเป็นโพรงใต้ขอบแผลอาจพบเนื้อตายบางส่วนของแผล

  ระดับที่ 4 มีการสูญเสียผิวหนังทั้งหมด มองเห็นชั้นกล้ามเนื้อ กระดูก เอ็น หรือเยื่อหุ้มข้อต่อ พื้นแผลอาจมีเนื้อตายหรือสะเก็ดแข็งปกคลุมบางส่วน และส่วนใหญ่มีโพรงและช่องใต้ขอบแผล

 

การป้องกันและหลีกเลี่ยงการเกิดแผลกดทับ 

 ควรเปลี่ยนท่านอนอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมงเพื่อลดแรงกด ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น หมั่นตรวจสอบบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับทุกวัน สังเกตรอยแดงของผิว หากมีรอยแดงถือว่ามีโอกาสเสี่ยงที่บริเวณดังกล่าวจะเกิดแผลกดทับ

 การใช้อุปกรณ์ลดแรงกด เช่น ที่นอนโฟม หรือที่นอนลม ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสี่ยง ใช้เบาะรองก้นในผู้ที่นั่งรถเข็น ยกก้นลอยพ้นพื้นที่นั่งทุก 15 – 30 นาที เพราะจะช่วยลดแรงกดทับบริเวณก้นกบ ใช้อุปกรณ์ช่วยในการเคลื่อนย้ายเช่น ผ้ายกตัว แผ่นรองตัวขณะเคลื่อนย้าย (Pat slide)

 หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่น หลังทำความสะอาด ร่างกายควรทาครีม ทาโลชั่น หรือน้ำมันมะกอก วันละ 3 – 4 ครั้งเพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้นป้องกันผิวแห้งและฉีกขาด ผู้ที่ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ควรทำความสะอาดทุกครั้งหลังการขับถ่ายและซับให้แห้ง พร้อมใช้ปิโตรเลียม เจลลี่ หรือวาสลีน (Vaseline) ทาหนาๆบริเวณรอบๆปากทวารหนัก และแก้มก้นทั้ง 2 ข้างเพื่อป้องกันการระคายผิวหนังจากความเปียกชื้น ในรายที่ไม่สามารถควบคุมการถ่ายอุจจาระควรใช้ แผ่นรองก้น (Blue pad) แทนการใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ เพราะมีโอกาสเกิดการอับชื้นได้ง่ายและเกิดแผลกดทับตามมา

 ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ลดการอับชื้นของผิวหนัง

 ดูแลผ้าปูที่นอนให้สะอาด แห้งและเรียบตึงเสมอเพื่อลดความเปียกชื้นและลดแรงเสียดทาน

 สวมใส่เสื้อผ้าที่พอดีไม่คับแน่นเกินไป จัดเสื้อผ้าให้เรียบ หลีกเลี่ยงการนอนทับตะเข็บเสื้อและปมผูกต่างๆเพื่อลดแรงกดบริเวณผิวหนัง

 เลือกอาหารเพื่อสุขภาพ ได้รับอาหารครบตามหลักโภชนาการ (อาหารมีประโยชน์ 5 หมู่) โดยเฉพาะโปรตีน วิตามินซี และดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้วจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง และผิวหนังยืดหยุ่นมีความชุ่มชื้น

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

365wecare call365wecare Line365wecare Facebook365wecare Tiktok
วิธีสั่งซื้อสินค้า|เงื่อนไขการคืนสินค้า| ฝ่ายบริการลูกค้า 080-365-3696
ติดตามเราได้ที่  

หน้าหลัก

แบรนด์

shopping_cart
0

ตะกร้าสินค้า

โปรโมชั่น

บทความน่ารู้