ทางเดินหายใจ | 365wecare
เข้าสู่ระบบ    | ยังไม่มีสินค้า  
หน้าแรก  รีวิวสินค้า  ปัญหาสุขภาพ  วิธีสั่งซื้อ  ข่าวสาร  ถาม-ตอบ  สาระน่ารู้  ติดต่อเรา 

 

ทางเดินหายใจ

 ทางเดินหายใจ

 
สำหรับปัญหาในเรื่องของทางเดินหายใจ นอกจากเป็นหวัด คัดจมูก หวัดลงคอ แล้ว อาการ “ เจ็บคอ” น่าจะเป็นอาการร่วมของโรคต่าง ๆ ที่พบได้บ่อยมากที่สุดอย่างหนึ่ง โดยอาการก็จะมี เจ็บ คัน หรือระคายเคือง  กลืนลำบาก
 
         อาการเจ็บคออาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คอแห้ง เสียงแหบ ต่อมทอนซิลบวมและแดง มีจุดขาวหรือหนอง และส่วนใหญ่มักจะหายไปได้เองภายในเวลาไม่กี่วัน ยกเว้นกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนคนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าอาการเจ็บคอดังกล่าวเป็นอาการที่บ่งบอกถึงว่ามีการติดเชื้อและพยายามซื้อยาฆ่าเชื้อมารับประทาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเลยนะคะ นอกเสียจากว่ามีอาการบ่งบอกอย่างอื่นที่ขัดเจนว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียจริง ๆ  อาการเจ็บคอเกิดจากสาเหตุใดได้บ้างนั้น เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะ
 
สาเหตุของอาการเจ็บคอ
1.การติดเชื้อไวรัส โดยโรคจากเชื้อไวรัสที่อาจนำมาซึ่งอาการเจ็บคอ ได้แก่ โรคหวัด (Coldโดยอาจทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม ปวดศีรษะ ปวดตามเนื้อตัว และมีไข้ร่วมด้วย) และโรคไข้หวัดใหญ่ (Flu)ที่นอกจากจะมีอาการเจ็บคอแล้วยังอาจมีอาการอื่น ๆ คล้ายโรคไข้หวัดธรรมดา แต่มักมีความรุนแรงกว่า โดยอาการที่จะสังเกตได้ว่าแตกต่างจากโรคไข้หวัดธรรมดาคือ ไข้สูง ปวดตามกล้ามเนื้อหรือร่างกายอย่างรุนแรง และอ่อนเพลียมาก
      นอกจากโรคหวัดที่พบได้บ่อยมากแล้วยังมีโรคอื่น ๆ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสและอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอได้แก่ โรคหัด โรคอีสุกอีใส  คอตีบเทียม (Croup)  โรคคางทูม (Mumps)  โรคมือเท้าปาก รวมถึง  การติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
     ในการรักษาอาการเจ็บคอที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอย่างโรคหวัดนั้น โดยปกติส่วนใหญ่อาการมักจะหายไปเองภายใน 5-7 วันโดยไม่ต้องใช้ยารักษา ผู้ป่วยสามารถบรรเทาอาการเจ็บคอด้วยการกลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ ดื่มน้ำอุ่น อมเกล็ดน้ำแข็ง หรือรับประทานยาเพื่อลดอาการเจ็บและมีไข้ที่หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยา เช่น ยาพาราเซตามอล นอกจากนี้ ข้อสำคัญคือการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มาก และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
     อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรระมัดระวังในการใช้ยาบรรเทาปวด ลดไข้ กับทารกและเด็ก และการให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีที่กำลังฟื้นตัวจากโรคอีสุกอีใสหรือมีอาการคล้ายหวัดรับประทานยาแอสไพริน เพราะอาจทำให้แพ้และเกิดอันตรายร้ายแรงได้
 

2.การติดเชื้อแบคทีเรีย อาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียอาจบ่งบอกถึงโรคต่าง ๆ ได้แก่ 
โรคคออักเสบ (Streptococcal Pharyngitis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcuspyogenes บริเวณลำคอ มักรุนแรงกว่าอาการเจ็บคอโดยทั่วไป เป็นอาการเจ็บคอร่วมกับรู้สึกมีก้อนที่คอ กลืนลำบาก และต่อมทอนซิลอักเสบ และยังอาจนำไปสู่อาการเจ็บป่วยรุนแรง เช่น โรคไข้รูมาติก เป็นต้น
โรคต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) เกิดเป็นจ้ำสีแดงหรือขาวและบวมที่บริเวณต่อมทอนซิล มีก้อนที่ลำคอ กลืนลำบาก อาจมีไข้ เสียงเปลี่ยน หรือมีกลิ่นปาก
นอกจากนี้ยังมีโรคติดเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ อีกเช่น โรคคอตีบ (Diphtheria ) โรคไอกรน เป็นต้น  
ในการดูแลรักษานั้น กรณีที่มีอาการเจ็บคอนานกว่า 7 วัน หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น หายใจลำบาก กลืนลำบาก เจ็บข้อต่อ เจ็บหู ผื่นขึ้น มีไข้สูง เสมหะเป็นเลือด มีก้อนในลำคอ หรือเสียงแหบ อาจจะต้องพบแพทย์เพื่อตรวจรับการรักษาที่เหมาะสม  หากพบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อลดการติดเชื้อ   ซึ่งส่วนใหญ่มักดีขึ้นได้ภายใน 1-2 วัน ทั้งนี้ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดแม้ว่าจะรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อแบคทีเรียถูกกำจัดหมด การหยุดยาก่อนกำหนดอาจทำให้ไม่หายดีและมีอาการเจ็บคออีกครั้งได้  
 

3.อาการเจ็บคอที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ
    ซึ่งเป็นสาเหตุที่ไม่ต้องการยาฆ่าเชื้อเลย แต่ผู้ที่มีอาการอาจจะเข้าใจตนเองติดเชื้อเข้าให้แล้วก็จะไปหาซื้อยาฆ่าเชื้อมากิน  สาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อได้แก่
 การเผชิญสารก่อภูมิแพ้ เชื้อรา รังแคสัตว์ เกสรดอกไม้ หรือสิ่งระคายเคืองก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการหลั่งน้ำมูกที่หลังจมูกได้ เมื่อน้ำมูกที่หลังคอสะสมจนมากเกินไปจึงทำให้เกิดการระคายเคืองต่อคอ ทำให้เจ็บและพุพองอักเสบ
 อากาศแห้ง การเสียดสีและเจ็บระคายเคืองในลำคออาจเกิดจากอุณหภูมิที่ไม่ชุ่มชื้น โดยเฉพาะในตอนเช้าหลังตื่นนอน นอกจากนี้ การหายใจทางปากเนื่องจากคัดจมูกก็ทำให้คอแห้งและเกิดอาการเจ็บได้
 การได้รับสารก่อความระคายเคือง เช่น มลพิษทางอากาศ ควันบุหรี่ หรือสารเคมีต่าง ๆ อาจทำให้เกิดอาการเจ็บเรื้อรังที่คอได้เช่นกัน
 พฤติกรรมการรับประทานบางอย่าง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การกินอาหารเผ็ด หรือแม้แต่การเคี้ยวยาสูบก็อาจก่อความระคายเคืองและอักเสบที่คอ
 การใช้เสียงมากเกินไป การตะโกนหรือพูดคุยติดต่อเป็นเวลานานก็อาจทำให้คอตึงจนเจ็บได้
 โรคกรดไหลย้อน เมื่อกรดจากกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก เกิดก้อนบวมในลำคอและทำให้เจ็บคอได้
 มีก้อนเนื้องอก เนื้องอกที่อาจกลายเป็นมะเร็งที่คอ ลิ้น หรือกล่องเสียงสามารถทำให้เจ็บคอ เสียงแหบ มีก้อนในคอ กลืนลำบาก มีเลือดในน้ำลายหรือเสมหะ หรือหายใจเสียงดังได้
 
ในการดูแลรักษาอาการเจ็บคอเนื่องจากปัจจัยอื่น ๆ นั้นแตกต่างกันไปตามต้นเหตุหรือโรคที่เป็นอยู่ เช่น ผู้ที่เจ็บคอจากภูมิแพ้ควรเลี่ยงสารที่อาจก่อทำให้แพ้หรือสารก่อความระคายเคืองทั้งหลาย เลี่ยงการสูบหรือสูดดมควันบุหรี่ และใช้ยาต้านฮีสทามีนเพื่อบรรเทาอาการแพ้ ส่วนโรคกรดไหลย้อนที่ตามมาด้วยอาการเจ็บคอ สามารถรักษาที่โรคต้นเหตุโดยรับประทานยายับยั้งการหลั่งกรด อาการเจ็บคอที่เกิดจากเนื้องอกบริเวณลำคอหรือกล่องเสียงควรรักษาด้วยการผ่าตัด การทำเคมีบำบัด หรือรังสีบำบัด เป็นต้น

ส่วนวิธีธรรมชาติที่เราอยากจะแนะนำให้ทุกท่านได้ลองทำดู โดยข้อมูลนี้เราได้จากคำแนะนำของคุณหมอ จอร์ช แอกซ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดได้แนะนำไว้ดังนี้ค่ะ 
 
 
1. น้ำผึ้ง
น้ำผึ้งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และ ฆ่าเชื้อ เมื่อมีการติดเชื้อทางเดินหายใจซึ่งทำให้มีอาการเจ็บคอ จึงมีการใช้น้ำผึ้งเพื่อฆ่าเชื้อบรรเทาอาการเจ็บคอและลดอาการคอบวมได้จากฤทธิ์ต้านการอักเสบ นอกจากนี้ยังช่วยขับเสมหะและช่วยแก้ไอได้ด้วย มีการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร  the Iranian Journal of Basic Medical Sciences พบว่าน้ำผึ้งช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้กว่า 60 ชนิดด้วยกัน รวมทั้งยังสามารถยับยั้งเชื้อราและไวรัสได้อีกด้วย นอกจากนี้ ด้วยฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระหรือแอนตี้ออกซิแดนท์ เนื่องจากประกอบไปด้วยสาร ฟีโนลิก  เปปไทด์ และ เอนไซม์ต่าง ๆ (3)
 
 
2.โพรโพลิส ( Propolis)
นอกจากน้ำผึ้งแล้วยังมีผลิตภัณฑ์จากผึ้งอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย อุดมไปด้วยไบโอฟลาโวนอยด์ กรดอะมิโน เอนไซม์ วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ มากมาย ช่วยบำรุงร่างกาย และกระตุ้นและเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีการศึกษาพบว่า โพรโพลิสสามารถป้องกันการเกิดมะเร็ง  รักษาการติดเชื้อรา candida  กำจัดเชื้อ herpes รวมทั้งบรรเทาอาการเจ็บคอและรักษาอาการหวัด มีการศึกษาให้กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเด็กได้รับโพรโพลิสตลอดทั้งปี พบว่ากลุ่มตัวอย่างเด็กเหล่านี้มีอาการเจ็บคอและเป็นหวัดน้อยลง (16)
 
 
3.Bone Broth (น้ำซุปกระดูก)
      น้ำซุปกระดูกจะช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำด้วยการกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกายทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้น น้ำซุปกระดูกอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์  อยู่ในรูปที่ย่อยง่าย ดูดซึมได้ง่าย มีทั้งแคลเซียม  แมกนีเซียมและฟอสฟอรัส มีการศึกษาของศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยเนบราสกาพบว่า น้ำซุปกระดูกไก่ จะมีกรดอมิโนที่ช่วยต้านการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ (4)
 
 
4.Garlic (กระเทียม)
     กระเทียม มีสาร Allicin (อาลีซิน) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด รวมถึงสายพันธุ์ อีโคไลที่ดื้อยาด้วย นอกจากนี้ยังต้านเชื้อไวรัสและเชื้อรารวมทั้งพยาธิได้ด้วย (5)
 
 
5.Water (น้ำ)
     การดื่มน้ำอย่างเพียงพอช่วยกำจัดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียจากร่างกายได้ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอสม่ำเสมอเพื่อให้คอชุ่มน้ำตลอดเวลา ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 ออนซ์( 240 มล.) ทุก 2 ชั่วโมง อาจจะเป็นน้ำอุ่นธรรมดาหรือผสมมะนาว ขิง หรือน้ำผึ้งก็ได้ มีงานวิจัยในสหราชอาณาจักรเมื่อมี 2008 พบว่า การดื่มน้ำอุ่นถึงร้อนช่วยบรรเทาอาการหวัดรวมถึงอาการเจ็บคอได้ (6)
 
 
6.Vitamin C  (วิตามิน ซี)
    วิตามิน ซี ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย และกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวโดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการเครียดทางร่างกาย (7) เมื่อใดก็ตามที่มีอาการเจ็บคอสามารถรับประทานวิตามิน ซี 1000 มก.ต่อวัน 
 
 
7.Echinacea (เอคินาเซีย)
     เอคินาเซีย เป็นพืชสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนคติกัตพบว่าการรับประทานเอคินาเซียช่วยป้องกันการเป็นโรคไข้หวัดได้ถึงร้อยละ 58 และสามารถลดระยะการเป็นหวัดลง 1.4 วัน ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันถึงประสิทธิภาพของเอคินาเซียในการต้านเชื้อไวรัสและช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคอันจะทำให้เกิดอาการเจ็บคอ ดังนั้นเอคินาเซียจึงสามารถป้องกัน และรักษาอาการเจ็บคออย่างได้ผล (8)
 
 
8.Licorice Root หรือรากชะเอมเทศ
     สารสกัดจากรากชะเอมเทศ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีเนื่องจากมีคุณสมบัติเป็น ยาขับเสมหะที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยละลายเสมหะและทำให้ร่างกายขับออกได้ง่ายขึ้น ลดอาการระตายเคืองในลำคอ บรรเทาอาการอักเสบของต่อมทอนซิล ทำให้สารสกัดจากรากชะเอมเทศสามารถบรรเทาอาการเจ็บคอได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีการศึกษาที่ยืนยันถึงประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย เนื่องจากประกอบไปด้วย สาร ไตรเทอปีนอยด์กว่า 20 ชนิด และ สารฟลาโวนอยด์กว่า 300 ชนิด ซึ่งสารฟลาโวนอยด์โดยเฉพาะ chalcones มีบทบาทสำคัญในการรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียด้วยการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และลดการผลิตสารพิษของเชื้อแบคทีเรีย (9)
 
 
9.Zinc (สังกะสี)
     Zinc หรือ ธาตุสังกะสี ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส เมื่อรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลา 5 เดือน สังกะสีจะสามารถลดความเสี่ยงของการเป็นหวัด ทำให้บรรเทาอาการเจ็บคอ ช่วยลดระยะเวลาเมื่อเป็นหวัดแล้ว จึงหายหวัดเร็วขึ้นโดยควรจะรับประทานเมื่อเริ่มเป็นหวัด มีการศึกษาพบว่าสังกะสีจะรบกวนกระบวนการสร้างเยื่อเมือกของแบคทีเรียในโพรงจมูก นอกจากนี้ยังแย่งจับกับตัวรับของเชื้อไวรัสที่อยู่ที่เยื่อบุโพรงจมูกจึงสามารถยับยั้งการออกฤทธิ์ของเชื้อไวรัสได้ (10)
 
 
10.Probiotics (โพรไบโอติก)
     โพรไบโอติก มีการศึกษาหลายชิ้นที่บ่งชี้ว่าโพรไบโอติกช่วยรักษาผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน และทำให้ลดการใช้ยาฆ่าเชื้อลงได้ ในการศึกษาเมื่อปี 2010 ที่ทำการศึกษากับเด็กจำนวน  638 คน อายุระหว่าง 3-6 ขวบ โดยให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีโพรไบโอติกสายพันธุ์ Lactobacillus casei เป็นเวลา 90 วัน พบว่ากลุ่มที่ได้รับโพรไบโอติก มีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจลดลง (11)  
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่ทำการศึกษาในเด็กจำนวน 742 คน อายุมากกว่า 1 ขวบ โดยให้ดื่มนมเปรี้ยวจำนวน 100 มล. ช่วยลดจำนวนเด็กที่ปัญหาเรื่องทางเดินหายใจได้ (12)
 
 
11.Sleep  (การนอน)
     การนอนหลับอย่างเพียงพอมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรเทารักษาอาการเจ็บคอ การนอนหลับไม่เพียงพอก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกายได้เช่นเดียวกับการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอและการไม่ออกกำลังกาย ควรนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงถือเป็นสิ่งสำคัญ จากงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ใน the Archives of Internal Medicine การนอนหลับอย่างเพียงพอและมีคุณภาพเป็นสิ่งจำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ป้องกันการเป็นหวัดได้ โดยให้กลุ่มตัวอย่างที่มีสุขภาพแข็งแรงจำนวน 153 คน ได้รับเชื้อ rhinovirus จากนั้นให้ทำการบันทึกอาการไม่สบายต่าง ๆ ทีเกิดขึ้นทุกวัน อาการต่าง ๆ ได้แก่ เจ็บคอ  คัดจมูก แน่นหน้าอก ปวดบริเวณไซนัส และอาการไอ ผลการศึกษาพบว่า คนที่นอนหลับไม่เพียงพอ หลับไม่สนิท พบว่ามีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสน้อยกว่า มีอาการผิดปกติต่าง ๆ เกิดขึ้นมากกว่า (13)
 
 
12.Lemon Essential Oil (น้ำมันหอมระเหยมะนาวฝรั่ง)
     น้ำมันหอมระเหยมะนาวฝรั่ง ช่วยชะล้างสารพิษหรือสารก่อภูมิแพ้ออกจากร่างกาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และต้านการอักเสบสามารถบรรเทาอาการเจ็บคอได้ นอกจากนี้ยังประกอบด้วยวิตามินซี ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยในการสร้างน้ำลายเพิ่มความชุ่มชื้นในลำคอ (14)  
วิธีการใช้คือให้หยดน้ำมันหอมระเหยมะนาวฝรั่งลงในน้ำอุ่นหรือชา แล้วสูดดม
น้ำมันยูคาลิปตัส เป็นอีกอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์มากในการบรรเทาอาการเจ็บคอ เนื่องจากมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ช่วยให้ระบบหายใจดีขึ้น มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ใน Pharmaceutical Biology ชี้ว่า น้ำมันยูคาลิปตัสสามารถใช้เป็นน้ำยากำจัดเชื้อ และช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ รวมถึงอาการ ไอ หวัด และการติดเชื้ออื่นๆ (15)

ในการใช้บรรเทาอาการเจ็บคอโดยการหยดน้ำมันยูคาลิปตัสลงในเครื่องกระจายกลิ่น หรือหยด 2-3 หยดลงที่คอหรือหน้าอก หรือสามารถผสมกับน้ำแล้วกลั้วคอได้ ถ้าหากคุณมีผิวที่แพ้ง่ายอาจจะผสมน้ำมันยูคาลิปตัสกับน้ำมันอย่างอื่นเช่น น้ำมันมะพร้าวก่อนหยดลงบนผิวหนัง

 
 
อ้างอิง
1.www.pobpad.com, เจ็บคอ, [online] https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%AD
2. Dr. Josh Axe, 13 Natural Sore Throat Remedies for Fast Relief, [online] https://draxe.com/sore-throat-remedies-fast-relief/
3. Tahereh Eteraf-Oskouei and Moslem Najafi, Traditional and Modern Uses of Natural Honey in Human Diseases: A Review, Iran J Basic Med Sci. 2013 Jun; 16(6): 731–742., [online] https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3758027/
4. Barbara O. Rennard, BA; Ronald F. Ertl, BS; Gail L. Gossman, BS; Richard A. Robbins, MD, FCCP; and Stephen I. Rennard, MD, FCCP, Chicken Soup Inhibits Neutrophil Chemotaxis In Vitro, CHEST 2000; 118:1150–1157, [online] https://www.unmc.edu/publicrelations/media/press-kits/chicken-soup/chickensouppublishedstudy2000.pdf
5.Ankri S, Mirelman D., Antimicrobial properties of allicin from garlic., Microbes Infect. 1999 Feb;1(2):125-9, [online] https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10594976
6.Sanu A, Eccles R., The effects of a hot drink on nasal airflow and symptoms of common cold and flu., Rhinology. 2008 Dec;46(4):271-5., [online] https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19145994
7.Harri Hemilä, The effect of vitamin C on bronchoconstriction and respiratory symptoms caused by exercise: a review and statistical analysis, Allergy Asthma Clin Immunol. 2014; 10(1): 58., [online] https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4363347/
8.Craig Coleman, School of Pharmacy, Echinacea Could Cut Chances of Catching Common Cold By More Than Half, June 26, 2007, [onlilne] http://news.uconn.edu/2007/June/rel07056.html
9.Liqiang Wang, Rui Yang, Bochuan Yuan, Ying Liu, and Chunsheng Liu, The antiviral and antimicrobial activities of licorice, a widely-used Chinese herb, Acta Pharm Sin B. 2015 Jul; 5(4): 310–315., [online] https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4629407/
10. Hulisz D., Efficacy of zinc against common cold viruses: an overview., J Am Pharm Assoc (2003). 2004 Sep-Oct;44(5):594-603., [online] https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/15496046
11.Hojsak I, Abdović S, Szajewska H, Milosević M, Krznarić Z, Kolacek S., Lactobacillus GG in the prevention of nosocomial gastrointestinal and respiratory tract infections., Pediatrics. 2010 May;125(5):e1171-7., [online] https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20403940/
12.G. Michael Allan, MD and Bruce Arroll, MB ChB PhD, Prevention and treatment of the common cold: making sense of the evidence, CMAJ. 2014 Feb 18; 186(3): 190–199., [online] https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3928210/
13.Sheldon Cohen, PhD, William J. Doyle, PhD, Cuneyt M. Alper, MD, Denise Janicki-Deverts, PhD, and Ronald B. Turner, MD, Sleep Habits and Susceptibility to the Common Cold, Arch Intern Med. 2009 Jan 12; 169(1): 62–67., [online] https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2629403/
14. Ain Raal, Daisy Volmer, Renata Sõukand, Sofia Hratkevitš, and Raivo Kalle , Complementary Treatment of the Common Cold and Flu with Medicinal Plants – Results from Two Samples of Pharmacy Customers in Estonia, PLoS One. 2013; 8(3): e58642., [online] https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3590151/
15. Mulyaningsih S, Sporer F, Reichling J, Wink M., Antibacterial activity of essential oils from Eucalyptus and of selected components against multidrug-resistant bacterial pathogens., Pharm Biol. 2011 Sep;49(9):893-9. , [online] https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/21591991
16. Crişan I1, Zaharia CN, Popovici F, Jucu V, Belu O, Dascălu C, Mutiu A, Petrescu A., Natural propolis extract NIVCRISOL in  the treatment of acute and chronic rhinopharyngitis in children., Rom J Virol. 1995 Jul-Dec;46(3-4):115-33., [online] https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/?term=Natural+propolis+extract+in+the+treatment+of+acute+and+chronic+rhinopharyngitis+in+children

 


Copyright © 2011-2020 www.365WECARE.com | Site Map