มะเร็ง | 365wecare
เข้าสู่ระบบ    | ยังไม่มีสินค้า  
หน้าแรก  รีวิวสินค้า  ปัญหาสุขภาพ  วิธีสั่งซื้อ  ข่าวสาร  ถาม-ตอบ  สาระน่ารู้  ติดต่อเรา  

 

มะเร็ง

 

 

มะเร็ง

 

ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเซลล์มะเร็ง ด้วยหลักโภชนาการบำบัด
 
ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นโรคที่เรารู้จักกันดี เพราะได้ยินบ่อยๆ ว่า เดี๋ยวคนนั้นเป็นมะเร็งชนิดนี้ เดี๋ยวคนนี้เป็นมะเร็งชนิดนั้น จึงทำให้คนส่วนใหญ่ค่อนข้างหวาดกลัวโรคมะเร็ง ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเซลล์มะเร็ง คือ อนุมูลอิสระ ที่ทำให้เซลล์เกิดการแบ่งตัวผิดปกติที่ สารพันธุกรรม (DNA) ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต กระตุ้นให้เซลล์เกิดการแบ่งตัวมากขึ้น เพิ่มจำนวนเซลล์อย่างรวดเร็ว และมากกว่าปกติ จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ และในที่สุดก็จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ดังนั้น วิธีการในการต่อต้านเซลล์มะเร็งหลายชนิดสามารถทำได้โดยการบริโภคสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งการเริ่มบริโภคสารต้านอนุมูลอิสระก่อนที่โรคมะเร็งจะเกิดขึ้น ดีกว่าที่จะบริโภคหลังจากที่โรคมะเร็งได้เกิดขึ้นแล้ว จริงมั๊ยคะ ?
 
 
 
 

 
อาหารที่ช่วยยับยั้งและย่อยสลายเซลล์มะเร็ง

 

 
1. ผัก และผลไม้ เป็นแหล่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในการช่วยรักษาโรคมะเร็ง เพราะกากใยในพืชที่ไม่ถูกย่อยเหล่านั้นจะเพิ่มปริมาณและน้ำหนักของอุจจาระ ขณะเดียวกันก็จะช่วยดูดซับเอาสารพิษที่ตกค้างอยู่ขับถ่ายออกไป โดยเฉพาะสารเบต้า – แคโรทีน และพวกวิตามินต่างๆ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านมะเร็งที่สำคัญ ได้แก่
 
วิตามินเอ สารต้านอนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่ยับยั้งการผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของเซลล์มะเร็ง และเสริมสร้างประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย วิตามินเอนั้นมีประโยชน์ในการป้องกันโรคมะเร็งทุกชนิด เช่น มะเร็งปอดในผู้ที่สูบบุหรี่ซึ่งมีการตรวจพบว่าจะมีระดับวิตามินเอในร่างกายน้อยกว่าปกติ เมื่อปริมาณวิตามินเอในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งจะลดลง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งในช่องปาก มะเร็งในระบบเลือด และมะเร็งกล่องเสียง แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ได้แก่ เนย ตับ ครีม ไข่ ไขมันสัตว์ และน้ำมันปลา อย่างไรก็ตามการบริโภคไขมันสัตว์ในปริมาณที่มากเกินไปนั้น อาจจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคชนิดอื่นได้ นักโภชนาการแนะนำว่าน้ำมันตับปลา 1 ช้อนชา ต่อวันนั้น สามารถให้ปริมาณวิตามินเอที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และควรหลีกเลี่ยงการบริโภควิตามินเอสังเคราะห์ เพราะอาจจะเป็นโอกาสเสี่ยงของการเกิดความผิดปกติสำหรับทารกในครรภ์ได้
 
• วิตามินซี วิตามินซีนั้นมีผลต่อการป้องกันโรคมะเร็งที่เกิดจากการทำงานของอนุมูลอิสระ เพิ่มปริมาณการสังเคราะห์คอลลาเจนในร่างกาย ยับยั้งการกลายพันธุ์ของพันธุกรรม และการสังเคราะห์โปรตีนที่ผิดปกติในร่างกาย จนอาจจะนำไปสู่การสร้างเซลล์มะเร็ง รวมทั้งยังป้องกันการสร้างสารไนไตรท์ (Nitrites) จากเนื้อสัตว์ เช่น เบคอน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในร่างกาย ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการเฉลี่ย 5-8 กรัมต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ และ 2-3 กรัม สำหรับเด็ก อย่างไรก็ตามการบริโภควิตามินซีในปริมาณที่มากเกินไปนั้น อาจก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายได้ โดยอาหารที่เป็นแหล่งวิตามินซี ได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ส้ม มะนาว ฝรั่ง และกะหล่ำปลี 
 
• วิตามินอี มีคุณสมบัติช่วยให้เซลล์ผิวหนังมีสุขภาพดี ช่วยลดริ้วรอย และยังช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งได้อีกด้วย คือช่วยป้องกันการสร้างอนุมูลอิสระจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวในร่างกาย ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และทำลายเนื้องอกที่อาจจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว วิตามินอีจัดได้ว่าเป็นวิตามินที่มีประสิทธิภาพดีในการป้องกันโรคมะเร็ง นอกจากนั้นแล้วยังช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ส่วนใหญ่พบในธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ถั่วเหลือง รำข้าว งา ข้าวโพด เมล็ดทานตะวัน
 
• เบต้า – แคโรทีน เป็นหน่วยย่อยของแคโรทีน(Carotenes)ซึ่งเป็นแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย มีหน้าที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ในการแบ่งตัว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยการกระตุ้นการเพิ่มปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายรวมทั้งเซลล์มะเร็ง ส่วนมากพบในผักผลไม้ที่มีสีแดง ส้ม เหลือง และเขียว ได้แก่ ฟักทอง ตำลึง ขิง แอปเปิ้ล มะม่วง แครอท ผักชีฝรั่ง ดอกแค แตงโม มะละกอ
 
 
2. ถั่วชนิดต่างๆ ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ พบว่ามีสารโปตีเอสอินฮิบิเตอร์สูง ซึ่งสารนี้ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ยังพบว่า อาหารประเภทถั่วมีสารไอโซฟลาโวน (Isoflavon) และไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้เป้นอย่างดี ทั้งยังลดผลข้างเคียงของการใช้ยาและรังสีเพื่อการรักษามะเร็ง และเปลี่ยนเซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ปกติได้
 
 
3. เครื่องเทศ อาหารไทยมีเครื่องเทศหลายชนิด แต่ละชนิดมีสารไฟโตเคมีคอลแตกต่างกัน ซึ่งเหล่าเครื่องเทศนี้จะมีไบโอฟลาโวนอยด์หลายชนิด เช่น คอเคอร์ซิติน อัลลิซิน เอสอัลลิลซิสเทอีน ซีลีเนียม ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ อาทิ หอมแดง กระเทียม พริกไทย ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ขมิ้น อบเชย
 
 
4. ชาเขียว เป็นชาที่ได้ผ่านการวิจัยมาแล้วว่ามีคุณสมบัติช่วยทำให้เซลล์มะเร็งเปลี่ยนแปลงกลับมาเป็นเซลล์ปกติได้ เพราะว่ามีสารที่ชื่อ คาเทซิน และไฟโตเคมีคอล การวิจัยพบว่า Polyphenols ในชาเขียวสามารถออกฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระช่วยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลมะเร็ง และช่วยพัฒนาการทำงานของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ ช่วยให้กระบวนการเผาผลาญอาหารได้ดีขึ้น แต่การดื่มชาเขียวนั้นควรดื่มทันทีหลังจากชงเสร็จ เพราะจะทำให้ได้คุณค่าสูงสุด เนื่องจากสารอาหารสำคัญยังไม่ได้ทำปฏิกิริยากับอากาศแล้วสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการไป
 
5. สาหร่ายทะเล ประกอบด้วยสารบางชนิดที่ป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหารและยังประกอบด้วยกากใยชนิดพิเศษที่สามารถละลายน้ำได้ซึ่งจะเป็นตัวกลางในการนำไขมันอันตราย สารอนุมูลอิสระ หรือสารพิษต่างๆออกจากลำไส้ นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารอันเป็นตัวสำคัญที่ช่วยดูดซับพวกไขมัน สารพิษ สารอนุมูลอิสระ อีกด้วย
 
 
 

หากหมั่นดูแลสุขภาพของตนเอง ออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ รวมทั้งมารักษาโรคตั้งแต่เริ่มต้น โรคมะเร็งที่ว่าน่ากลัว ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาได้มากขึ้นค่ะ

 


 

เอกสารอ้างอิง

 

1. ศวรรณี เหลืองสุนทรชัย, มหัศจรรย์สารต้านอนุมูลอิสระ 2549, หน้า 75
2. พญ. ภัษกร วันบรรจบ, รู้ทันมะเร็ง รู้ก่อน ป้องกันเป็น มะเร็งจึงไม่น่ากลัวอย่างที่คิด, หน้า 101
3. กองบรรณาธิการ, รู้ทันมะเร็ง, สำนักพิมพ์แบงค์คอกบุ๊คส์, หน้า 6
 
   
 
 

แนะนำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับโรคมะเร็ง

 

 



Copyright © 2011-2020 www.365WECARE.com | Site Map