ตับ | 365wecare
เข้าสู่ระบบ    | ยังไม่มีสินค้า  
หน้าแรก  รีวิวสินค้า  ปัญหาสุขภาพ  วิธีสั่งซื้อ  ข่าวสาร  ถาม-ตอบ  สาระน่ารู้  ติดต่อเรา 

 

ตับ

ตับ และ การบำรุงตับ

 
           ตับมีหน้าที่สำคัญหลายอย่างในร่างกาย ส่วนที่คิดว่าน่าจะสำคัญที่สุดคือ การหลั่งน้ำดี ของเหลวนี้ถูกเก็บสะสมเอาไว้ในถุงน้ำดี และถูกขับออกมาเมื่อต้องการนำมาใช้ในการย่อยอาหาร น้ำดีใช้ย่อยไขมันให้มีขนาดเล็กลง น้ำดียังช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน คือ วิตามิน เอ  ดี  ดี และ เค และยังช่วยในการดูดซึมแคลเซียมอีกด้วย น้ำดีทำให้ลำไส้มีการทำงาน เคลื่อนไหวไล่อาหารไปตามลำไส้ ขับกากอาหาร และของเสียออกไปได้ง่ายขึ้น
 
          หลังจากอาหารถูกย่อยให้เป็นส่วนที่เล็กที่สุดแล้ว จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดผ่านผนังไปสู่ตับ ภายในตับมีสารอาหาร เช่น ธาตุเหล็ก  วิตามินเอ  วิตามินบี12 และวิตามินดี  ถูกสกัดออกมาจากกระแสเลือด และเก็บสะสมเอาไว้รอเวลาที่ต้องการเรียกนำมาใช้  พร้อมกันนั้น ตับยังมีหน้าที่สำคัญในการเมตาโบลิซึ่มของไขมัน  ในการสังเคราะห์กรดไขมันจากกรดอะมิโน และน้ำตาล ในการผลิตไลโปโปรตีน, คอเลสเตอรอล และฟอสฟอลิปิด และในการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมัน เพื่อให้ได้พลังงานออกมา และท้ายที่สุดการรับประทานอาหารมากเกินไป อาหารส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันในตับ และถูกส่งต่อไปสะสมยังเนื้อเยื่อไขมันของร่างกาย
 
          ตับมีหน้าที่ขจัดความเป็นพิษออกจากร่างกาย ในขบวนการเมตาโบลิซึ่มโปรตีน และอาหารหมักดองจะเกิดแอมโมเนียขึ้นมาในลำไส้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของตับในการขับของเสียออกไป นั่นคือ ตับมีหน้าที่อำนวยการให้ขบวนการเมตาโบลิซึ่มของโปรตีนดำเนินไปอย่างราบรื่น พร้อมไปกับการกำจัดของเสียคือ แอมโมเนียออกไปด้วย ตับยังจับตัวรวมกับสารที่เป็นพิษ  สิ่งตกค้างจากยาฆ่าแมลง  ยา  แอลกอฮอลล์  และสารเคมีที่เป็นพิษอื่น ๆ แล้วขับออกจากร่างกายผ่านทางไต  ดังนั้น การที่ตับจะทำงานได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรง ก็ต้องมีไตที่แข็งแรง และทำงานได้อย่างเหมาะสมด้วย
การทำงานที่สำคัญอีกอย่างของตับคือ การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม การรับประทานน้ำตาลมากเกินไป น้ำตาลส่วนเกินจะสะสมในร่างกายในรูปของไกลโคเจน และเปลี่ยนกลับไปเป็นน้ำตาล เมื่อต้องการพลังงาน

           เมื่อเห็นความสำคัญของตับเช่นนี้ และหากหลังจากที่ใช้ชีวิตพักผ่อนไปกับช่วงวันหยุดยาวในหลายๆเทศกาลที่ผ่านมา หลายคนคงใช้ชีวิตไปกับการมีตติ้งสังสรรค์กับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงจนอาจทำให้รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่ส่งผลต่อสุขภาพภายในอย่างเช่น ตับ มาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่ง “ตับ” เปรียบเสมือนศูนย์กลางที่สำคัญของร่างกาย ซึ่งหากเราได้รับสารพิษมากเกินไปก็อาจทำให้ตับเสื่อมสภาพหรือเสียหายจนเกิดเป็นโรคต่างๆ ตามมาได้
 
8 สาเหตุที่ทำให้ตับเสื่อม
1.นอนดึกตื่นสายเป็นกิจวัตร
2.การไม่ปัสสาวะในตอนเช้า
3.ไม่รับประทานอาหารเช้า
4.รับประทานเกินความพอดีเป็นประจำ
5.บริโภคยาเกินความจำเป็น
6.อาหารก็สำคัญ ไม่ควรบริโภคอาหารที่ปรุงแต่ง ใส่วัตถุกันเสีย สีผสมอาหารและน้ำตาลเทียม
7.น้ำมันที่ใช้ทำอาหารด้อยคุณภาพและไม่เป็นประโยชน์ ทางที่ดีควรลดปริมาณการใช้น้ำมันลงหรือหันมาใช้น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ น้ำมันมะพร้าว,น้ำมันมะกอก,น้ำมันคาโนลา ฯลฯ
8. ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
 
วิธีป้องกันตับเสื่อมสภาพโดยไม่ต้องพึ่งหมอและยา
1. งดเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู
2. งดรับประทานมื้อดึกหรือหากหิวควรรับประทานอาหารเบาๆ เช่น ผัก ผลไม้ นม ไข่หรือ เนื้อปลาแทน
3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม อาทิ น้ำเย็น น้ำอัดลม กาแฟ ชา แอลกอฮอล์ หากอยากบริโภคควรดื่มแต่พอดี โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ไม่ควรดื่มเกิน 1-2 แก้วต่อวัน ทั้งนี้ควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 8-10 แก้ว จะช่วยล้างของเสียออกจากร่างกาย
4.ไม่นอนดึก เพราะช่วง 3-5 ทุ่ม เป็นเวลาดีที่สุด เพราะการนอนในเวลาดังกล่าวจะช่วยให้ขับของเสียตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้นั่นเอง
5. ขับถ่ายเป็นเวลาเพราะการท้องผูกจะทำให้ตับทำงานมากขึ้น
6.ดื่มน้ำผักผลไม้ 3 วันติดต่อกัน ควรทำเดือนละ 1 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อล้างสารพิษในตับ หากทำเป็นประจำจะทำให้สุขภาพของคุณดีขึ้นอีกด้วย
7. รับประทานอาหารที่มีโปรแตสเซียม อาทิ ธัญพืชต่างๆ เช่น อัลมอนด์ ลูกเกด ลูกพรุน ผลไม้ เช่น กล้วย เป็นต้น 
และเนื่องจากตับเป็นแหล่งสะสมเพื่อกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย และหากร่างกายของเรารับสารพิษเข้ามาในร่างกายมากเกินตับจะเยียวยาตัวเองได้ ดังนั้นวิธีที่เราจะกำจัดสารพิษ ฟื้นฟู สุขภาพตับ มีดังนี้ค่ะ
 
สมุนไพรไทยบำรุงตับ
1. เห็ด 3 อย่างขึ้นไป : ล้างไขมันในตับ เห็ดจะช่วยล้างสารพิษ ลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและกระแสเลือด ต่อต้านการก่อตัวของมะเร็ง ลดอนุมูลอิสระ การเกิดซีสต์ ถุงน้ำ เนื้องอก ช่วยสลายเยื่อพังผืดในช่องท้อง อุ้งเชิงกราน มดลูก ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว การกินเพื่อล้างพิษตับ ควรกินตั้งแต่สามชนิดร่วมกัน โดยนำมาแช่น้ำให้นิ่มหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วต้มกับมะตูมแห้ง ใบเตย หรืออาจนำไปต้มกับสาหร่ายทะเล ทานแทนซุปร่วมกับอาหารในแต่ละมื้อ
 
 
2. ขมิ้นชัน : ขับพิษสะสมในตับ ขมิ้นชันจะช่วยบำรุง ฟื้นฟู และล้างสารพิษออกจากตับได้ วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การกินในลักษณะแคปซูลบรรจุผงสกัด ในเวลาก่อนนอนปริมาณ 5,000 – 8,000 มิลลิกรัมต่อวัน
 
 
3. เก๋ากี้ : ปกป้องตับยกระดับความแข็งแรง เก๋ากี้ยังมีเบต้าแคโรทีน กรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก เลือดขาว ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ ช่วยให้ตับทำงานดีขึ้น  วิธีการทานก็ง่ายแสนง่ายค่ะ เพียงชงเก๋ากี้แบบชาแล้วดื่มแทนน้ำทั้งวัน หรืออาจทำเป็นโจ๊ก หรือน้ำแกงได้ อย่างตุ๋นกระดูกซี่โครงหมู ต้มฟัก
 

4. กะหล่ำปลี : ต่อต้านมะเร็งในตับ และยังช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอนที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในลำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง นำมาผสมเป็นค็อกเทล สุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกัน บีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที

 
5. มะขามป้อม : อุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า และแม้จะถูกทำให้แห้งหรือแช่เย็นเป็นเวลานานๆ เท่าใด วิตามินซีก็จะยังคงอยู่ เพราะมะขามป้อมมีสารเทนนิน และโพลี่ฟีนอลที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี ซึ่งมะขามป้อมจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนักต่อตับ และยับยั้งการเกิดมะเร็งตับได้ การทานมะขามป้อมนั้นก็ง่ายเช่นกัน โดยนำมาคั้นดื่มเหมือนน้ำผลไม้ทั่วไป
 

6. ลิ้นจี่ (ผลไม้บำรุงตับ) รู้หรือไม่ว่าลิ้นจี่อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน กลูโคส ซูโครส วิตามิน เอ, บี, และกรดซิตริก โดยตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน ลิ้นจี่ถือเป็นผลไม้ทีมีฤทธิ์อุ่น ช่วยบำรุงตับและบรรเทาอาการตับอักเสบได้คำแนะนำคือ ผู้ที่มีอาการคอแห้ง เจ็บคอ ปวดฟัน หรือท้องผูกไม่ควรรับประทานลิ้นจี่ในปริมาณที่มาก เพราะลิ้นจี่มีฤทธิ์อุ่น ซึ่งอาจส่งผลให้อาหารเหล่านี้ทาวีคูณนั่นเอง
 

7. แครอท (ผลไม้บำรุงตับ) รู้หรือไม่ว่าแครอทไม่ได้ช่วยแค่เรื่อง ผิวพรรณ หรือดวงตาเท่านั้นนะ แต่ยังช่วยในเรื่องของตับด้วย เพราะแครอทอุดมไปด้วยวิตามินหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ, บี1, บี2, ซี, ดี และวิตามินเค รวมทั้งยังมีกรดโฟลิก ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี และทองแดง ในด้านการแพทย์แผนจีนนับว่าแครอทเป็นผักที่มีฤทธิ์อุ่น จึงช่วยบำรุงตับ บำรุงเลือด ได้ดีและช่วยแก้อาการอาหารไม่ย่อยได้อีกด้วย
 

8. เกรปฟรุต (ผลไม้บำรุงตับ) ผลไม้ชนิดนี้อุดมไปทั้งวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็น 2 ตัวช่วยที่สำคัญในการล้างพิษตับ และช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งตับ โดยเราสามารถรับประทานแบบสดๆ หรือจะนำไปคั้นน้ำดื่มก็ได้
 

9. อะโวคาโด (ผลไม้บำรุงตับ) นอกจากกรดไขมัน โอเมก้า3 และ6 ที่อุดมอยู่ในอะโวคาโดแล้ว กลูต้าไธโอนยังเป็นจุดเด่นของอะโวคาโดอีกด้วย สิ่งนี้คือสิ่งที่ช่วยดูแลตับได้เป็นอย่างดี เจ้าอะโวคาโดช่วยล้างพิษที่สะสมในตับและช่วยลดโอกาสเกิดโลหะหนักสะสมในตับได้อีกด้วยนะ

 
10. วอลนัท (ผลไม้บำรุงตับ) สิ่งที่ตับต้องการจากวอลนัทก็คือ กรดไขมันโอเมก้า3 และกลูค้าไธโอน ตัวช่วยสำคัญในกระบวนการขับสารพิษออกจากตับ ช่วยบำรุงการทำงานของตับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
 
 
11. ผักใบเขียว (ผักช่วยบำรุงตับ) ไม่ว่าจะเป็นผักโขม ผักกาดหอม รวมถึงผักใบเขียวชนิดอื่นๆ มีคุณสมบัติป้องกันการเกิดโลหะหนักในตับและชะล้างสารเคมีที่สะสมในตับ โดยเฉพาะสารเคมีประเภทยาฆ่าแมลงที่ร่างกายมักจะได้รับจากการบรอโภคอาหารที่ไม่สะอาด คำแนะนำคือควรบริโภคผักปลอดสารหรือผัวริมรั้วที่ปลูกได้เอง
 

ส่วนการบำรุงและกำจัดพิษออกจากตับ หรือทีเรียกว่า Liver Detoxification นั้น จากคำแนะนำของเวบไซต์ www.webmd.com ได้ ซึ่งผู้เขียนบทความคือแพทย์หญิงลอรี่ บาร์เคลย์ ได้แนะนำอาหารเสริมที่ช่วยกำจัดพิษจากตับดังนี้
 
1. กลุ่มวิตามิน ที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือเป็นสารแอนตีออกซิแดนท์ เช่น วิตามิน ซี  อี  และเบตาแคโรทีน 
 
 
 
2. Glutathione 
กลูตาไธโอน เป็นสารต้านออกซิแดนท์  เป็นสารที่พบในทุกเซลล์ของร่างกาย แพทย์ด้านศาสตร์ชะลอวัยต่างเชื่อว่ากลูตาไธโอนเป็นตัวบอกว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้นานเพียงใด 
กลูตาไธโอน ถือเป็น “จ้าวแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ” หรือ “master anti-oxidant” ด้วยความที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรงกว่าวิตามิน ซี และ อีกหลายเท่า
กลูตาไธโอน เป็นตัวขจัดสารพิษระดับเซลล์ ประมาณว่าร่างกายของคนเราต้องเผชิญกับการโจมตีจากอนุมูลอิสระกว่า 10000 ครั้ง และกลูตาไธโอนก็จะเป็นตัวปกป้องเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ  กลูตาไธโอน สามารถย่อยสลายอย่างเร็วในทางเดินอาหาร และแหล่งที่จะให้กลูตาไธโอนแก่ร่างกายที่เราสามารถหาได้คือ  N-Acetyl Cysteine ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นของกลูตาไธโอน โดยขนาดรับประทานคือ 400-1200 มก. ต่อวัน
 
   
 
3. Alpha Lipoic Acid (ALA)
ALA เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรงมากๆ และสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมันจึงทำให้ ALA สามารถเข้าสู่เซลล์ได้ทั้งในเซลล์ สมอง  ตับ  และ เซลล์ประสาท
ALA ช่วยปกป้องไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นเซลล์ที่ผลิตพลังงานให้แก่เซลล์ ป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลายจากภาวะเครียดออกซิเดชันและจากสารพิษที่เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน
ALA ยังช่วยลดปฏิกิริยาการอักเสบ  ช่วยทำให้เกิดความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันชองร่างกาย  มีคุณสมบัติช่วยขนัดสารพิษออกจากตับได้
ALA ขนาดรับประทาน  400-800 มก. ในรูป R-alpha lipoic acid วันละ 1-2 ครั้ง
 
 
4. Milk Thistle 
โดยสารสกัดที่สกัดจากเมล็ดของ milk thistle นี้ เรียกว่า ไซลิมาริน ถือเป็นตัวที่ช่วยกำจัดพิษตับโดยเฉพาะได้ดีมาก โดยมีคุณสมบัติหลัก คือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของกลูตาไธโอนในการต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้
นอกจากจะช่วยปกป้องเซลล์ตับแล้ว ยังช่วยปกป้องไธรอยด์และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจากการทำลายจากรังสีแกมมาซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมไธรอยด์
ขนาดรับประทาน คือ 500-1000 มก. ต่อวัน
 
  
 
อ้างอิง
1.Laurie  Barclay, MD. LIVER DETOXIFICATION—FACT OR FAD?. www.webmd.com สืบค้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561
2.โรงพยาบาลศีรวิไล. 13 พืชผัก สมุนไพร ผลไม้ช่วยบำรุงตับ...คนเสี่ยงเป็นโรคตับ รีบจัดด่วน!. https://sriwilaihos.moph.go.th  สืบค้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561

 



Copyright © 2011-2020 www.365WECARE.com | Site Map