ภูมิต้านทาน | 365wecare
เข้าสู่ระบบ    | ยังไม่มีสินค้า  
หน้าแรก  รีวิวสินค้า  ปัญหาสุขภาพ  วิธีสั่งซื้อ  ข่าวสาร  ถาม-ตอบ  สาระน่ารู้  ติดต่อเรา 

 

ภูมิต้านทาน

 ภูมิต้านทาน

 

ในชีวิตประจำวันของคนเรา ต้องสัมผัส ต้องพบเจอกับเชื้อโรคอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นจากอากาศ น้ำ อาหาร คน และ สัตว์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางจมูก ทางเดินอาหาร หรือ ผิวหนัง  เชื้อโรคเหล่านี้จะสามารถก่อให้เกิดโรคได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับระบบภูมิต้านทานของเราค่ะว่าจะแข็งแรงแค่ไหน  ตราบใดที่ภูมิต้านทานเราแข็งแกร่งพอเชื้อโรคนั้นก็ทำอะไรเราไม่ได้ค่ะ แต่หากวันใดระบบภูมิต้านทานเราอ่อนแอลงเมื่อไหร่ล่ะก็ แม้เชื้อโรคเล็กน้อยก็สามารถแผลงฤทธิ์ได้ค่ะ เรามักจะไม่รู้สึกหรือสัมผัสได้หากภูมิต้านทานเราต่ำ แต่เมื่อไหร่ที่ภูมิต้านทานเราอ่อนแอเราก็จะรู้ได้จากสิ่งผิดปกติที่เกิดกับร่างกาย แต่ไม่ใช่ว่าระบบภูมิต้านทานอ่อนแอจะเป็นเหตุให้เกิดโรคได้อย่างเดียว แต่ผู้ที่ภูมิต้านทานทำงานมากเกินไปก็สามารถทำให้ร่างกายเรารวนได้เช่นเดียวกันค่ะ
 
ภูมิต้านทานเราแข็งแรงหรือไม่ดูได้จาก...ความสามารถในการแยกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มีอยู่แล้วในร่างกายกับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งรวมถึงส่วนที่เป็นโปรตีนของเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ต่างๆ ระบบภูมิต้านทานจะทำการจัดการกับสิ่งแปลกปลอมนั้นทันทีที่ตรวจจับได้ อย่างไรก็ดี เซลล์ของคนเราก็ประกอบไปด้วยโปรตีนเช่นเดียวกัน ซึ่งภูมิต้านทานของคนเราไม่ควรที่จะมีปฏิกิริยา หรือกำจัดเซลล์ของตัวเอง แต่หากระบบภูมิต้านทานเราจำผิดพลาดว่าเซลล์ตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอมก็จะทำปฏิกิริยากำจัดเซลล์ตัวเองหรือที่เรียกว่า โรคภูมิต้านตัวเอง หรือ ออโตอิมมูน
 
โรคทีเกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานได้แก่  โรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง(ซึ่งรวมถึงโรคเอดส์ด้วย)  โรคภูมิต้านตัวเอง ได้แก่ RA , lupus,  IBS, Hashimoto’s 
 
ตัวเสริมความแข็งแรงของระบบภูมิต้านทานต่อไปนี้ ช่วยให้เราต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ช่วยให้เราห่างไกลโรค มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ค่ะ
 
1.Echinacea
 
 
     สมุนไพร Echinacea เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่รู้จักกันดี ว่าเป็นสมุนไพรกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เป็นสมุนไพรพื้นเมืองในทวีปอเมริกาเหนือ มันถูกนำมาใช้โดยชนเผ่าจำนวนมาก ในการรักษาอาการและโรคภูมิแพ้ สมุนไพร Echinacea ได้รับการวิจัยศึกษา ว่ามีอิทธิพลต่อการเพิ่มจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกัน ,ผลิตแอนติบอดี และต่อต้านไวรัส  Echinacea มีชื่อในความสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน มีสารประกอบหลายประการ ( รวมทั้งกรดซิคอริก ) ได้รับการกล่าวขานกันว่า ช่วยเพิ่มการผลิตอินเทอร์ฟีรอน และเพิ่มสารภูมิคุ้มกันโรคหลายชนิด ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ไวรัส และเร่งแผลหายเร็ว อาจเกิดมาจากสาร " อิชิเนเซีย " ซึ่งช่วยป้องกันกำแพงที่กั้นระหว่างแบคทีเรีย และเนื้อเยื่อที่สมบูรณ์ไม่ให้ถูกทำลาย
มีการศึกษาในปี 2012 ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร  Evidence-Based Complementary and Alternative Medicine ที่พบว่า Echinacea มีประสิทธิภาพในการป้องกันการกลับเป็นซ้ำของไข้หวัด(2)  และในปี 2003 มีการศึกษาที่ทำโดยคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ที่ยืนยันว่า Echinacea ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รวมทั้งกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (3)

2.Elderberry
 
 
     ทั้งดอกและผลของพืชชนิดนี้มีการใช้เป็นยามานานแล้ว แม้แต่ฮิบโปเครตีส (Hippocrates) บิดาแห่งการแพทย์ ก็ยังยืนยันว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกายได้ ใช้ในการรักษาโรคหวัด อาการแพ้ต่าง ๆ และรักษาอาการอักเสบ รวมทั้งมีอีกหลายการศึกษายืนยันว่า ผลของเอลเดอร์เบอร์รีสามารถกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานดีขึ้น อย่างเช่นการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร  the Journal of International Medical Research   ที่พบว่าเมื่อรับประทานเอลเดอร์เบอร์รีภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการจะช่วยลดระยะเวลาการเป็นไข้หวัดลงได้ (4)

3.Probiotics
 
 
เนื่องจากการที่ทางเดินอาหารมีการรั่วซึมนั้นเป็นสาเหตุหลักของอาการแพ้อาหาร โรคภูมิต้านตัวเอง และภูมิคุ้มกันอ่อนแอ การรับประทานโพรไบโอติกซึ่งประกอบเชื้อจุลินทรีย์ชนิดดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยย่อยอาหารเพื่อนำสารอาหารไปใช้ ช่วยขจัดสารพิษและช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย  มีการศึกษาที่ได้รับตีพิมพ์ในวารสาร Critical Reviews in Food Science and Nutrition ที่เชื่อว่าจุลินทรีย์ในโพรไบโอติกไปทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวไซโตไคน์ ทำงาน โดยการให้เด็กทารกรับประทานโพรไบโอติกสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบริเวณเยื่อบุของลำไส้ทำงานดีขึ้นและช่วยเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวให้มากขึ้น (5)
 
4.Astragalus Root
 
 
     อึ้งคี้ หรือ หวงฉี คือ สมุนไพรชนิดหนึ่งที่แพทย์จีนใช้มาเป็นพันปี ปักอึ้งคี้ คือ อึ้งคี้ที่มีคุณภาพดีของจีนซึ่งมีถิ่นกำเนิดจากทางเหนือ โดยทั่วไปจะใช้ส่วนรากมาเป็นยาสมุนไพร อึ้งคี้ เป็นภาษาจีนแต้จิ๋วที่คนไทยมักเรียกกัน มีการใช้กันมากในหลายอาการ เช่น เป็นหวัด ภูมิแพ้ ปวดเมื่อยร่างกาย เหนื่อยง่าย โรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โลหิตจาง โรคติดเชื้อ HIV, AIDS หรือ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังมีการใช้ในการปกป้องตับ ต่อต้านแบคทีเรีย ไวรัส
 
• อึ้งคี้, ปักอึ้งคี้ (Astragalus, Huang Qi ในรากของอึ้งคี้ประกอบด้วยสารเช่น โคลีน (Choline), ฟลาวานอยด์ (Flavanoids), กรดอะมิโน (Amino acids), สารสื่อประสาท (GABA), Beta sitosterol, Oils
 
• พบว่าอึ้งคี้ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยในการทำงานของต่อมหมวกไต การย่อยอาหาร และ ระบบเมตาบอลิซึม จึงมักนำไปใช้ในอาการอ่อนเพลีย อ่อนล้า เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย
 
• อึ้งคี้ช่วยป้องกันเซลล์ของเราจากการถูกทำลายของสารอนุมูลอิสระ
 
• ในการแพทย์ชะลอวัยของสหรัฐอเมริกา (Anti-aging Medicine) พบว่าอึ้งคี้ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ทีโลเมอเรส (Telomerase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยเพิ่มความยาวของส่วนทีโลเมียร์ (Telomere) ในโครโมโซมของเรา เนื่องจากพบว่า คนที่อายุมากขึ้น จะมีโครโมโซมส่วนนี้สั้นลงเรื่อยๆ โดยในคนที่อายุเท่ากัน คนที่โครโมโซมส่วนทีโลเมียร์ยาวจะดูเด็ก และอ่อนวัย กว่าคนทั่วไป ในวงการวิจัยพบว่า อึ้งคี้ เป็นตัวกระตุ้นที่ดีที่สุดที่ช่วยเพิ่มความยาวของทีโลเมียร์ และช่วยในการสร้างส่วนปลายของ DNA ใหม่อีกครั้ง 
ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการศึกษามากนักแต่มีการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร the American Journal of Chinese Medicine ที่พบว่า Astragalus หรือ อึ้งคี้ นั้น ช่วยบรรเทาอาการข้างเคียง หรือพิษที่จากเกิดจากการได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือยารักษามะเร็งได้ โดยนักวิจัยสรุปว่า สารสกัดจาก astragalus  ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงขึ้นและยังป้องกันทางเดินอาหารจากอาการอักเสบและมะเร็ง (6)
 
5.Ginger
 
 
การแพทย์อายุรเวทของอินเดียมีความศรัทธาในขิงว่าสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ โดยเชื่อว่าขิงจะย่อยสลายสารพิษในร่างกายด้วยความเผ็ดร้อนของตัวขิง ช่วยชำระทำความสะอาดระบบต่อมน้ำเหลือง ที่มีอยู่ทั่วร่างกายทำให้สามารถกำจัดสารพิษได้ทั่วทั้งร่างกาย นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อและรักษาอาการอักเสบอันเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อนั่นเอง (7)
 
6.Ginseng
 
 
โสม ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและต้านการติดเชื้อได้ ด้วยการกระตุ้นเซลล์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ไม่ว่าจะเป็น macrophages, natural killer cells, dendritic cells, T cells and B cells  เนื่องจากมีส่วนประกอบบางส่วนที่เป็นสารต้านการติดเชื้อหรือฆ่าเชื้อได้ (8)  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Chinese Medicine  ที่รายงานว่าสารสกัดจากโสมสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคในร่างกายไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียจากการเกาะกับเซลล์ปกติของร่างกาย โดยโสมทำหน้าที่เหมือนผู้ผลิตสารต้านสิ่งแปลกปลอมเพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคจู่โจมร่างกายได้ (9)
 
7.Vitamin D
 
 
นอกจากหน้าที่หลักวิตามินดีที่ช่วยช่วยการดูดซึมแคลเซียม วิตามินดี มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศ จึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมกระบวนการสำคัญต่างๆในร่างกาย  เช่น ช่วยลดฮอร์โมนพาราไทรอยด์ ช่วยปรับสมดุลน้ำตาลในเลือดและป้องกันโรคเบาหวาน วิตามินดียังมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Cardiovascular diseases) อีกด้วย  นอกจากนี้วิตามินดี ยังมีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune system) มีการค้นพบ Vitamin D Receptor หรือตัวรับที่จับกับวิตามินดี  บน T cell และ B cell ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ มีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาคุกคามร่างกาย เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เซลล์มะเร็ง   มีการศึกษาที่พบว่า วิตามิน ดีช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายพบว่าเมื่อระดับวิตามินดีต่ำลงจะทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้น (10)  
 
อีกหนึ่งการศึกษาที่ทำในโรงพยาบาลแมสซาชูเซ็ท มีผู้เข้าร่วมการศึกษาถึง 19,000 คน ซึ่งพบว่าในคนที่มีระดับวิตามิน ดีในร่างกายต่ำจะพบว่ามีการติดเชื้อทางเดินหายใจมากกว่าคนที่มีระดับวิตามิน ดี ปกติ ( 11) 

 
ส่วนวิธีปฏิบัติตัวเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายที่เราอยากจะแนะนำมีดังนี้ค่ะ
 
1.ลดความเครียด..อารมณ์เครียดจะส่งผลเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ลดลงจึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย จึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเครียด
 
 2.นอนหลับให้เพียง การนอนไม่พอนั้นมีผลลดการ สร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี โดยการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก ในผู้ที่นอนหลับคืนละ 7 ชม. เป็นเวลา 4 วัน แล้วให้วัคซีนไข้หวัด พบว่าคนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน ต่อเชื้อไข้หวัดได้มากกว่าผู้ที่นอนหลับคืนละ 4 ชม. ถึง 50%
 
3.ดื่มน้ำเปล่ามากๆ.. อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว น้ำจะช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจส่วนบน ที่จะช่วยป้องกัน และดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
 
4. ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเป็นประจำ.. นอกจากช่วยให้กล้ามเนื้อร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยขับของเสียผ่านทางเหงื่อ และเพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือดทำให้เซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี และเม็ดเลือดขาว เดินทางไปทำลายสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่บริเวณอวัยวะต่างๆ ได้เร็วขึ้น
 
 5. รับประทานอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอตามหลักโภชนาการ.. โดยเฉพาะอาหารเสริมภูมิต้านทาน อย่างเช่น ผัก ผลไม้ ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี และแร่ธาตุ บางชนิด ได้แก่ ซีลีเนียม และสังกะสี ซึ่งมีผลเพิ่มการสร้างเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และอี ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ต่างๆ ของร่างกายจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระอันเป็นตัวการก่อมะเร็งได้อีกด้วย
 
6. หลีกเลี่ยงอาหารหรือพฤติกรรมที่ส่งผลให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลง เช่น เลี่ยงการกินอาหารหวานจัด ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เกินวันละ 2 แก้ว ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนเกินไป
 
          ด้วยวิธีง่าย ๆ ใกล้ตัวเราเหล่านี้ก็จะสามารถคงไว้ซึ่งสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากโรคร้ายต่างๆ และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขไปนานๆ
 
 
 


Copyright © 2011-2020 www.365WECARE.com | Site Map