น้ำตาลในเลือดสูง | 365wecare

วิตามิน อาหารเสริม เวชสำอาง บำรุงผิว อุปกรณ์ดูแลสุขภาพ

เข้าสู่ระบบ    | ยังไม่มีสินค้า  
หน้าแรก  รีวิวสินค้า  ปัญหาสุขภาพ  วิธีสั่งซื้อ  ข่าวสาร  ถาม-ตอบ  สาระน่ารู้  ติดต่อเรา 

 

น้ำตาลในเลือดสูง

อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

       เราทำการสรุปทางเลือกทั้งอาหารเสริมและสมุนไพรเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ป่วยเบาหวานหรือท่านใดที่มีคนรู้จักหรือคนในครอบครัวเป็นโรคเรื้อรังชนิดนี้ เพื่อเป็นทางเลือกให้ร่างกายไม่ต้องรับสารเคมีจากยามากเกินไปนะคะ  เราได้รวบรวมมาจากเวบไซต์ต่าง และจากหนังสือของผู้แต่งที่ได้รับยอมรับในระดับสากล ดังมีรายการดังต่อไปนี้ค่ะ

 

1.โครเมียม (Chromium)

      โครเมียม เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการปริมาณเล็กน้อย มีแต่มีความสำคัญต่อร่างกายของคนเรามากมาย คือจะทำงานร่วมกับอินซูลินในการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ ทำให้เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น จึงช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ เพิ่มการทำงานของกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงานมากขึ้น  ช่วยย่อยาสลายคาร์โบไฮเดรต  โปรตีน  และไขมัน ดึงเอาไขมันที่สะสมในน้ำเหลืองและตามเนื้อเยื่อต่างๆมาเผาผลาญให้เกิดเป็นพลังงาน  ส่งผลดีต่อภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือภาวะความดันโลหิตสูง

      ในร่างกายเราก็มีโครเมียมอยู่แล้วนะคะ แต่ก็สามารถขาดกันได้ค่ะ พบว่าชาวอเมริกันถึง 90 % ที่ขาดแร่ธาตุชนิดนี้ และในผู้ป่วยเบาหวานเองนั้นจะมีการขับโครเมียมออกจากร่างกายไปกับปัสสาวะจำนวนมาก ผู้ป่วยเบาหวานจึงมีความเสี่ยงที่จะขาดโครเมียมได้ และหากร่างกายขาดโครเมียมจะทำให้การทำงานของอินซูลินไม่สมบูรณ์ อาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย วิตกกังวล  และเกิดการสะสมไกลโคเจนที่ตับลดลง  ระดับโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้นเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดอุดตัน

     โครเมียมพบในยีสต์  ธัญพืชไม่ขัดสี  ลูกพรุน เนยถั่ว มันฝรั่ง ถั่ว และอาหารทะเล แต่ในรูปแบบที่เป็นเม็ดอาหารเสริมควรเลือกที่เป็น โครเมียมพิโคลิเนตนะคะ เพราะมีการดูดซึมดีกว่า ร่างกายเราต้องการโครเมียมวันละ 200 ไมโครกรัมค่ะ แต่ไม่ควรรับประทานพร้อมนม เพราะทำให้การดูดซึมลดลง และไม่แนะนำให้กับสตรีมีครรภ์นะคะ

 

2.Alpha lipoic acid (ALA)

     กรดอัลฟาไลโปอิก ซึ่งร่างกายสามารถสร้างได้ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับกระบวนการสร้างพลังงานภายในเซลล์เท่านั้น  จึงอาจต้องการเสริมจากอาหาร เพื่อใช้ในขบวนการอื่นๆของร่างกายโดยเฉพาะกระบวนการต้านอนุมูลอิสระ  ในการเสริมการทำงานของวิตามินซี  วิตามินดี และโคเอนไซม์ คิวเท็น(coenzyme Q10) สามารถสรุปคุณประโยชน์ของ ALA ต่อร่างกายดังนี้

- ลดระดับน้ำตาลในเลือด

- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลิน

- เพิ่มการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย

- มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูง

- ดูดซึมได้ดี มีผลต่อทุกเซลล์ในร่างกาย

      มีผลการวิจัยเมื่อปี 2012 พบว่า ALA สามารถลดระดับของปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หลังจากได้รับ ALA ปริมาณ 300-1200 มิลลิกรัม ต่อเนื่อง 6 เดือน พบว่าผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง (เห็นผลตั้งแต่ 4 สัปดาห์แรก) นอกจากนี้ยังมีผลทำให้ภาวะดื้อต่ออินซูลินลดลง และความไวต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การทำงานของตับอ่อนดีขึ้น และสามารถเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยเพิ่มการสร้างพลังงานที่กล้ามเนื้อของผู้ป่วย  เพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทได้มากขึ้น ทำให้มีการนำ ALAมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการเส้นประสาทอักเสบ

 

3.โคเอนไซม์ คิวเท็น (Coenzyme Q10) 

     โคเอนไซม์ คิวเท็น  พบมากในเซลล์ของอวัยวะที่ใช้พลังงาน เช่น กล้ามเนื้อ หัวใจ และตับ ทำหน้าที่ในขบวนการสร้างพลังงาน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมันที่ผนังเยื่อหุ้มเซลล์ จึงช่วยป้องกันเซลล์ถูกทำลาย ทำงานร่วมกับวิตามิน อี ในการกำจัดสารอนุมูลอิสระในร่างกาย โดยช่วยในการหมุนเวียนวิตามินดีให้กลับมาอยู่ในรูปที่ทำงานได้เหมือนเดิม ดังนั้น โคเอนไซม์ คิวเท็น จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวานดังนี้

- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

- ต้านอนุมูลอิสระ

- เสริมการทำงานของวิตามินอี

- ช่วยในการเผาผลาญสารอาหารเพื่อให้พลังงานสำหรับร่างกาย

- ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

 

4.Garlic

       กระเทียม (Allium sativum ) เป็นพืชสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคกันอย่างแพร่หลายเป็นเวลานานกว่า 5,000 ปี มีการศึกษากันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับผลของกระเทียมต่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดในเบาหวาน เนื่องจากพบว่าโรคแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการตายและความพิการสูงมากในผู้ป่วยเบาหวานจากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่ากระเทียมสามารถลดน้ำตาลในเลือด, ลดความดันโลหิต, ยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด, เพิ่มการละลายลิ่มเลือด และลดไขมันในพลาสมา นอกจากนี้กระเทียมยังสามารถยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น จากคุณสมบัติของกระเทียมดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่ากระเทียมสามารถป้องกันและลดความผิดปกติในการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดในเบาหวานได้ อย่างไรก็ตามกลไกการออกฤทธิ์และสารที่ออกฤทธิ์ในกระเทียมยังไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งน่าจะมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อที่จะสามารถนำกระเทียมมาใช้สำหรับป้องกันภาวะแทรกซ้อนของหัวใจและหลอดเลือดในเบาหวานได้

 

5. Magnesium 

      จากการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าการรับประทานถั่ว ธัญพืช ผักใบเขียว และอาหารจากพืชอื่นๆ ที่อุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม อาจช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ยิ่งรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมมาก ก็ยิ่งจะให้ผลในการป้องกันและลดความเสี่ยงของการป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิด 2 ในระยะยาว อย่างเห็นได้ชัด

      แมกนีเซียมมีส่วนในการหลั่งอินซูลิน และมีส่วนในการทำงานของเอนไซม์ในร่างกายที่ควบคุมกระบวนการย่อยอาหาร การดูดซึมและการเผาผลาญไขมัน คารโบโฮเดรต และโปรตีน แมกนีเซียมช่วยให้เซลล์นำกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อผลิตเป็นพลังงาน 

      ปกติแล้วคนที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีปัญหาเรื่องของการขับถ่ายปัสสาวะบ่อยเป็นพิเศษ และปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน ก็คือการขาดแมกนีเซียม จึงทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลส่วนเกินออกจากร่างกายได้ และเมื่อมีการปัสสาวะบ่อย ๆ เข้า ก็ยิ่งทำให้แมกนีเซียมสลายออกไปกับปัสสาวะอีกด้วย

 

6.Omega-3 Fatty Acids 

      โอเมก้า 3 (Omega 3) คือ กลุ่มของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวชนิดหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต่อระบบการทำงานต่าง ๆ ภายในร่างกาย จัดเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากการรับประทานอาหารอื่น ๆ เช่น ปลา น้ำมันพืช ถั่ว เมล็ดพืชต่าง ๆ หรือผักใบเขียว

      ถึงแม้ว่า โอเมกา 3 จะไม่มีผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรง  แต่ด้วยคุณสมบัติต้านการอักเสบ  ลดการอุดตันของหลอดเลือด  และช่วยบรรเทาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ  ซึ่งอาการทั้งหมดเป็นอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า โอเมกา 3 จึงช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนทางระบบหลอดเลือดและหัวใจได้ 

       นอกจากนี้ มีการศึกษาโดย อาจารย์จิล นอร์ริส และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ สหรัฐฯ ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างเด็กที่มีความเสี่ยงต่อเบาหวาน(ชนิดที่ 1) 1,770 คน ซึ่งมีพี่น้องหรือพ่อแม่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เมื่อติดตามไป 12 ปีพบว่า เด็กที่กินปลาหรืออาหารที่มีโอเมกา-3 สูงมีความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 1 ลดลงได้แก่

• ภูมิต้านทานชนิดทำลายเซลล์เบต้าในเลือดลดลง 55%

• ภูมิต้านทานชนิดทำลายเซลล์เบต้าบนผนังเซลล์เม็ดเลือดลดลง 37%

 

7.Cinnamon

      อบเชยมีบันทึกในตำราการแพทย์จีนมาตั้งแต่ 2700 ปีก่อนคริสตกาล โดยการนำมาใช้เป็นพืชหอมแก้ไข้ แก้ท้องเสีย และปัญหาของประจำเดือนในผู้หญิง ซึ่งก็มีการนำมาใช้เช่นเดียวกันในการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย 

      ในทวีปยุโรปแม้ว่าจะนำอบเชยจากเอเชียไปใช้ในลักษณะเครื่องเทศตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน แต่มาภายหลังก็ได้ประยุกต์อบเชยมาใช้ทางยาสำหรับรักษาโรค ในอเมริกามีการใช้อบเชยมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยนักธรรมชาติบำบัดจะจ่ายสมุนไพรอบเชย เพื่อรักษาอาการปวดเกร็งในท้อง อาการท้องอืด อาการท้องเสีย และอาการปวดเกร็งในท้องของเด็ก

       มาถึงการศึกษาในปัจจุบันพบว่า อบเชยมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยามากมายที่สนับสนุนการใช้แต่โบราณยกตัวอย่าง เช่น อบเชยมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดรวมทั้ง แบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ยับยั้งการสร้างพรอสตาแกรนดิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ

      นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์แก้ปวด แก้แพ้ มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านการลดลงของเม็ดเลือดขาว ยับยั้งการอ่อนเปลี้ย กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของโลหิต เป็นต้น

      หลังจากนั้นก็มีรายงานการศึกษาประโยชน์ของอบเชยต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าในอบเชยมีสาร methylhydroxy chalcone polymer (MHCP) ที่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินได้มากขึ้น จึงช่วยทำให้อินซูลินทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น รวมทั้งตัวมันเองนั้นยังมีฤทธิ์เหมือนอินซูลินอีกด้วย

 

8.Bitter melon

     การศึกษาย้อนหลังการใช้มะระขี้นกในผู้ป่วยเบาหวานในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย ประเทศไทย

      มะระขี้นกเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในการลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงได้มีการการศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดและผลข้างเคียงของการใช้มะระขี้นกในผู้ป่วยเบาหวานของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จังหวัดเลย  

     พบว่า พบว่า หลังจากใช้มะระขี้นกร่วมกับยาเบาหวานเดิมเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารมีค่าลดลง 26.9+40.8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร  ที่ขณะใช้มะระขี้นกไม่มีการเปลี่ยนแปลงยาเบาหวานเดิม 

      สรุปจากการศึกษานี้ได้ว่า  มะระขี้นกอาจเป็นสมุนไพรทางเลือกที่อาจนำมาใช้ร่วมกับยาเบาหวานแผนปัจจุบันในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงระดับน้อยถึงปานกลาง

 

9.Milk thistle

      มิลค์ ทิสเซิล เป็นพืชสมุนไพรในเขตยุโรป  ใช้รักษาโรคตับ ตั้งแต่ 2000 ปีก่อน ช่วยปกป้องตับจากสารพิษ ทั้งพิษจากเห็ด และพิษงู จากหลักฐานทางคลินิกพบว่า สารสกัดจาก มิลค์ ทิสเซิล ที่มีองค์ประกอบหลักเป็น Silymarin (ไซลิมาริน) สามารถรักษาโรคตับอักเสบได้ โดยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ในการป้องกันตับ

      พบว่าสารสกัดจาก มิลค์ ทิสเซิล ที่มีสาร flavanolignans เป็นองค์ประกอบหลัก  สามารถลดความเป็นพิษต่อเซลล์ของสารพิษเช่น carbon tetrachloride นอกจากนี้ในการทดลองในสัตว์ทดลองยังพบว่า Silymarin ยังสามารถปกป้องตับจากการได้รับสาร ethanol, paracetamol, lanthanides, โลหะหนัก เป็นต้น

      และที่เราทราบกันดีว่า อาการแทรกซ้อนที่สำคัญอย่างหนึ่ง ของโรคเบาหวานคือภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease) ซึ่งอาจทำให้ตับอักเสบตามมานั่นเอง ดังนั้น สารสกัดจาก มิลค์ ทิสเซิล จึงสามารถป้องกันและรักษาอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานได้

 

อ้างอิง

1 Rakel, D. (2017). Integrative Medicine. [E-Book]. 4th Edition

2 Anjana Fuangchan (อัลจนา เฟื่องจันทร์) 1, Tippawadee Seubnukarn (ทิพพาวดี สืบนุการณ์) 2, Darin Jungpattanawadee (ดาริน จึงพัฒนาวดี) 3, Paveena Sonthisombat (ปวีณา สนธิสมบัติ) 4, Kornkanok Ingkaninan (กรกนก อิงคนินันท์) 5, Pinyupa Plianbangchang (ภิญญุภา เปลี่ยนบางช้าง) 6, Stuart T. Haines (สจ๊วต เฮนส์) 7. การศึกษาย้อนหลังการใช้มะระขี้นกในผู้ป่วยเบาหวานในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย ประเทศไทย. http://www.smj.ejnal.com/e-journal/showdetail/?show_preview=T&art_id=1588 สืบค้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน 61

3 Andrew, W. Diabetes, Type 2.  https://www.drweil.com/ สืบค้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 61



Copyright © 2011-2020 www.365WECARE.com | Site Map